พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่คุณควรคำนึงถึงเมื่อเป็นโรคหัวใจ

พฤติกรรมการใช้ชีวิต ในขณะที่จุดสนใจด้านสาธารณสุขของปี 2020 นั้นเป็นที่เข้าใจกันดีว่าเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19

แต่สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่ามีผู้ป่วยโรคหัวใจและระบบไหลเวียนเลือดมากกว่า 7 ล้านคนในสหราชอาณาจักร และเกือบ 170,000 รายเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว 1 ใน 4 ของการเสียชีวิตทั้งหมด

ในสหราชอาณาจักร ประมาณหนึ่งในสี่ (44,000) ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนวัยอันควร ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เต็มสนามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากคุณอายุดี คุณสามารถลดความเสี่ยงได้มาก แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น อายุและเพศเมื่อแรกเกิด

โดยผู้ชายมักจะเป็นโรคหัวใจได้เร็วกว่าทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็มีหลายปัจจัยที่คุณสามารถทำได้! ในความเป็นจริง WHO ประมาณการว่า 80% ของอาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองก่อนวัยอันควรสามารถป้องกันได้

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ โรคหัวใจมีความซับซ้อนและมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ข้อมูลการประเมินสุขภาพของเราบ่งชี้ว่าจากปัจจัยเสี่ยงหลักที่ปรับเปลี่ยนได้ 1 ใน 2 มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน 1 ใน 5 มีความดันโลหิตสูง 1 ใน 5 มีระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี และ 1 ใน 20 มีการควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดี3 แต่นอกเหนือจากน้ำหนักและขนาดรอบเอว

(ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้โดยใช้กระจกส่องเพียงเล็กน้อย) ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ จำนวนมากยังคงไม่ถูกตรวจสอบเป็นส่วนใหญ่จนกว่าสัญญาณและอาการของโรคหัวใจจะพัฒนา เช่น อาการเจ็บหน้าอกหรือหายใจถี่ ซึ่งจะเกิดขึ้นช้ากว่าปกติ – เครื่องหมายเวที

หากคุณมีอาการเหล่านี้ อาจใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) หรือการทดสอบความเครียดจากการออกกำลังกายเพื่อตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม การทดสอบเหล่านี้มีค่าจำกัดในการแยก และถ้าปกติอาจให้ความมั่นใจที่ผิดพลาดได้4 การรวมการทดสอบแบบดั้งเดิมเข้ากับวิธีการร่วมสมัย เช่น อัลกอริทึมทางคลินิกเพื่อประเมินความเสี่ยงในบุคคลที่ไม่แสดงอาการจะเป็นแนวทางการป้องกันที่ดีกว่า

อัลกอริธึมเหล่านี้ เช่น อัลกอริธึมที่สร้างขึ้นภายใน มีความซับซ้อนอย่างยิ่งและพิจารณาพารามิเตอร์ด้านสุขภาพ ประวัติครอบครัว ประวัติทางการแพทย์ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อประเมินความเสี่ยงในอนาคต

พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงกับโรคหัวใจ เช่นเดียวกับโรคส่วนใหญ่ การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา และปัจจัยเสี่ยงหลักจะไม่พัฒนาในชั่วข้ามคืน พวกเขามักเป็นผลมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดีมาหลายทศวรรษ และเป็นผู้ต้องสงสัยตามปกติ การไม่ออกกำลังกาย สำหรับการออกกำลังกายระดับปานกลางที่แนะนำคือ 150 นาทีต่อสัปดาห์สามารถลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ถึง 40%5 แต่ผู้ใหญ่ 27% ออกกำลังกายน้อยกว่า 30 นาทีต่อสัปดาห์และจัดอยู่ในประเภทไม่ออกกำลังกาย5

การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 20,000 รายต่อปีในสหราชอาณาจักร1 น่ายินดีที่จำนวนผู้สูบบุหรี่ในสหราชอาณาจักรลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำเตือนด้านสุขภาพ แต่ 1 ใน 6 (17%) ยังคงสูบบุหรี่ 

การดื่มแอลกอฮอล์เกินขีดจำกัดที่แนะนำเป็นประจำสามารถเพิ่มความดันโลหิตและน้ำหนักได้ ในขณะที่หัวใจอ่อนแอลง ผู้ชาย 30% และผู้หญิง 14% ดื่มเกินขีดจำกัดที่แนะนำคือ 14 หน่วยต่อสัปดาห์เป็นประจำ และการดื่มมากเกินไปโดยทั่วไปจะเพิ่มขึ้นเมื่อเราอายุ 5 ปี

การรับประทานผักและผลไม้ไม่เพียงพอ การบริโภคเกลือมากเกินไป และการมีไขมันผิดประเภทมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ น่าเป็นห่วง มีเพียง 28% ของผู้ใหญ่ที่รับประทานผักและผลไม้ให้ครบ 5 ส่วนต่อวัน5 สุขภาวะทางอารมณ์ ความเครียดและภาวะสุขภาพจิตสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและความผิดปกติได้ผ่านหลายกลไก ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายสำหรับหลาย ๆ คน และในช่วงเริ่มต้นของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในสหราชอาณาจักร ผู้คน 50% รายงานว่ามีความวิตกกังวลสูง6

แม้ว่าความสำคัญของพฤติกรรมการใช้ชีวิตเหล่านี้ไม่น่าจะสร้างความประหลาดใจให้กับพวกเราส่วนใหญ่ แต่ทำไมคนจำนวนน้อยจึงปฏิบัติตามแนวทางนี้? การทราบความเสี่ยงของคุณเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการตัดสินใจอย่างรอบรู้ แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต้องอาศัยการสนับสนุน

และคำแนะนำ แพทย์ที่มีประสบการณ์ของเราสามารถพูดคุยเกี่ยวกับความเสี่ยงในปัจจุบันของคุณกับคุณได้ และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเราได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคนิคการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามหลักฐาน เพื่อสนับสนุนคุณในการตัดสินใจอย่างรอบรู้เกี่ยวกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณ เพื่อเพิ่มสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในอนาคตของคุณ

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

เปลือกตาที่สาม หรือเยื่อบุตา

 

เปลือกตาที่สาม หรือเยื่อบุตา แน่นอนว่าสิ่งที่เรากำลังจะพาทุกคนไปทำความรู้จักในวันนี้นั้น  เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาบนโลกมันเกี่ยวข้องกับร่างกายของมนุษย์อย่างเรา  ในร่างกายของมนุษย์นั้นมีความลึกลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก    

มนุษย์ได้มีการศึกษาเรื่องราวต่างๆมากมาย  ที่เกี่ยวข้องกับระบบในร่างกาย  ตั้งแต่หัวจรดเท้าตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันนี้

  ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์  ทางวิทยาศาสตร์จะพัฒนาก้าวหน้าไปไกลมากมายแค่ไหนแล้ว  มนุษย์เองก็ยังไม่เคยหยุดที่จะศึกษาเรื่องราว  ที่เกี่ยวข้องกับร่างกายของมนุษย์เลยอย่างไรก็ตามสิ่งที่เราจะพูดถึงในวันนี้  จะน่าสนใจหรือเปล่าเราไปทำความรู้จักมันพร้อมกัน

เรื่องราวที่น่าสนใจที่เรากำลังจะพาทุกคนไปทำความรู้จักในวันนี้นั้น   จะไม่พูดถึงก็คงจะเป็นไปไม่ได้เพราะว่ามันเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก 

ต่อการศึกษามันเป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายของมนุษย์อย่างเราด้วย  ซึ่งในวันนี้นั้นมันคืออะไรเราไปทำความรู้จักมันพร้อมกันเลยดีกว่ากับสิ่งที่เรียกเปลือกตาที่ 3 หรือเยื่อบุตา   อวัยวะในส่วนนี้หลายคนคงไม่เคยสังเกตว่า   ร่างกายเราไม่รู้ว่ามันมีเพื่ออะไร  ซึ่งมันจะอยู่บนหัวตาข้างท่อน้ำตานั้นเอง

  ถึงแม้ว่าสัตว์บางชนิด เช่น สุนัขหรือสัตว์หรือสัตว์จำพวกปลาด้วย  มันจะมีดวงตาที่สามไว้ทำหน้าที่ได้หลากหลายมากเลย   เพราะว่าในส่วนของมนุษย์อวัยวะชิ้นนี้ไม่มีความจำเป็น  แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเปลือกตาที่ 3 ไม่มีประโยชน์ในเวลาที่เราขยับ     ลูกตา  เปลือกตาที่ 3 จะมีการระบายน้ำออกมาอย่างเหมาะสมนั้นเอง และทำหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดดวงตา

  จากฝุ่นละอองและหลายคนให้เหตุผลว่า  เนื้อเยื้อดวงตาที่ 3 นี่แหละ มันได้หลงเหลือมาจากการพัฒนาการของมนุษย์  ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และแน่นอนในส่วนมุมมองของสัตว์  ก็ถือว่าสำคัญมากโดยเฉพาะสัตว์ที่มีลูกตาโปนๆ ตาเหลือก ตาโต จำพวกจระเข้และสัตว์น้ำ ดวงตาที่ 3 จะช่วยป้องกันเวลามาอยู่ในน้ำได้นั่นเอง

  ส่วนคนดวงตาที่ 3 ไม่จำเป็น แต่เราเองก็ไม่อยากเอาออกนะ  เอาไว้เหมือนเดิมน่ะดีแล้ว แน่นอนว่ามีอวัยวะต่างๆในร่างกายของเรา  หรือว่าชิ้นส่วนอีกมากมาย  ที่มันเกิดขึ้นมาในร่างกายของเรา   แต่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับเรา  แต่ว่ามันก็ไม่ได้มีประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกัน ในบางครั้งบางคน      

ก็อยากที่จะตัดมันออกไป  แต่ในบางครั้งมันก็มีประโยชน์อยู่เล็กน้อยเท่านั้น   อย่างเช่นเรื่องราวที่เราได้กล่าวไปข้างต้น  อย่างไรก็ตามหากคุณสนใจอยากที่จะทำความรู้จักเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย  เครื่องช่วยฟังราคาถูก

ลดภาวะความดันโลหิตสูง

ลดภาวะความดันโลหิตสูง มีเรื่องราวที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งสิ่งที่เรากำลังจะกล่าวถึงในวันนี้ มันเกี่ยวข้องกับการลดภาวะความดันโลหิตสูงนั่นเอง

ภาวะดังกล่าวเป็นความเสี่ยงของหลายๆโรคที่ตามมาเลยก็ว่าได้ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่เราอยากจะพาทุกคนไปทำความรู้จัก  มันเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของดาร์กช็อกโกแลต   ที่สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้นั่นเอง ซึ่งเป็นอะไรคนก็อาจจะไม่เชื่อว่า ขนมหวานจะสามารถทำแบบ  นี้ได้ แต่ไม่เชื่อก็คงจะต้องเชื่อแล้วละ เพราะว่ามันคือเรื่องจริงที่เราอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน

สิ่งที่น่าสนใจที่เราจะไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้  เนื่องจากมีผลงานทางวิชาการ และผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่ม ได้สรุปผลงานวิจัย ได้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์หลายฉบับ

และสรุปผลงานวิจัยเท่าที่ สรุปจากหลายสถาบัน พบว่า  ดาร์กช็อกโกแลต  นี้มันมีประโยชน์มากมายไม่แตกต่างจากผักและผลไม้เลย  มันมีสรรพคุณ ช่วยลดน้ำหนัก หากทานในปริมาณไม่มากเกินไป และนอกจากนั่น ตัวของดาร์กช็อกโกแลตมันยังมีส่วนประกอบ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์

หากได้ทานในปริมาณเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป และในตัวของดาร์กช็อกโกแลต มีการนำตัวอย่างดาร์กช็อกโกแลต บางชนิดมาทำการศึกษาทดลอง เช่น จากหลายๆงานวิจัย นั้นพบว่า หลังกลุ่มทดลองบริโภคดาร์กช็อกโกแลต เข้าไปแล้ว  ระดับความดันโลหิตตัวบน ลดลงไปได้ถึง 2.8 ถึง 0.7 มิลลิเมตรปรอทในขณะที่ระดับความดันโลหิตตัวล่างลดไปถึง 1.9 ถึง 2.8 มิลลิเมตรปรอท

ทั้งจากการทดลองในกลุ่มผู้ป่วยภาวะความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีความดันอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถจะสรุป ได้ว่าดาร์กช็อกโกแลตนั้นช่วยในเรื่องของการลดระดับความดันโลหิตลงได้  ซึ่งเป็นผลดีต่อการรักษาฟื้นฟูอาการ ในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง  แต่ทั้งนี้ผู้บริโภคควรศึกษาปริมาณและวิธีการบริโภคดาร์กช็อกโกแลตใน

แต่ละรูปแบบอย่างเหมาะสม  กับสุขภาพของตน  ดาร์กช็อกโกแลตแต่ละชนิดก็มีส่วนผสมที่แตกต่างกันและอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพในทางอื่นๆได้ด้วย เช่น ดาร์กช็อกโกแลตนอกจากจะช่วยลดภาวะความดันโลหิตสูงแล้ว          ดาร์กช็อกโกแลต ก็ยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยให้เราคลายเครียดได้อีกด้วย 

คุณรู้หรือไม่ว่าประโยชน์ของดาร์กช็อกโกแลต มากมาย  ซึ่งถ้าคุณได้ลองศึกษาของหวานชนิดดังกล่าวนี้ดูจริงๆ ประโยชน์ที่ได้จากการทานดาร์กช็อกโกแลต ก็ไม่แพ้จากการรับประทานผักและผลไม้เลยแม้แต่น้อย แต่เราก็ควรที่จะกินมันในปริมาณที่พอเหมาะพอควรไม่มากหรือว่าไม่น้อยเกินไป กินพอให้เป็นยาเท่านั้นพอ

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย    เครื่องช่วยฟังแบบชาร์จ

การระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดใหญ่

มีหลายสิ่งหลายอย่างต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นมาบนโลกของเรา ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นในอดีตปัจจุบันหรือแม้แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

  มีความน่าสนใจต่อการศึกษาทั้งสิ้น  ซึ่งสิ่งที่เรากำลังพูดถึงในวันนี้นั้นเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโรคระบาดใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก และบทสรุปของโรคร้ายดังกล่าวจะมีจุดจบยังไง 

ซึ่งในวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักเกี่ยวกับการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดใหญ่นั้นเอง  แน่นอนว่าไข้หวัดใหญ่ก็ยังคงมีให้เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ และคุณก็สามารถที่จะเป็นได้ตามฤดูกาลต่างๆ

สิ่งที่เรากำลังจะพาทุกคนไปทำความรู้จักในวันนี้  เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ไข้หวัดใหญ่ถือว่าเป็นโรคระบาด 

ที่มีความรุนแรงไม่แพ้จากไวรัสโคโรนาเลยแม้แต่น้อยซึ่งในวันนี้เรื่องดังกล่าวจะน่าสนใจแค่ไหนไปทำความรู้จักเกี่ยวกับมันพร้อมกัน  ไข้หวัดใหญ่มีการระบาดครั้งใหญ่อยู่หลายครั้งแต่ระหว่างช่วงทศวรรษที่ 1830

การระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ และยังมีการบันทึกของการระบาดครั้งใหญ่ที่น่าเชื่อถือที่เกิดขึ้นตั้งแต่คริสต์ศักราช 1981 มันเริ่มต้นในประเทศรัสเซียและกระจายไปในทวีปยุโรปผ่านทวีปแอฟริกา  การระบาดเป็นไปตลอดระยะเวลาช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 ปี 1830 ถึง 1833 มีการระบาดในวงกว้างไปทั่วโลก ซึ่งมีผู้ติดเชื้อถึง 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลก จนกระทั่งในปี 1918 เกิดการระบาดที่รุนแรงที่สุดของไข้หวัดใหญ่ 

ซึ่งมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณกว่า 50 ล้านคนทั่วโลก โรคระบาดในครั้งนี้   ถูกเรียกว่าไข้หวัดใหญ่สเปน เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกของไข้หวัดใหญ่สเปน นั้นก็คือเชื้อไวรัสเอช 1 เอ็น 1 ภายหลังเกิดการในโลกนี้ในปี 1920 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอช 1 เอ็น 1 ก็ค่อยๆหมดไปจะได้กลายเป็นสายพันธุ์ที่ไม่อันตราย แต่ก็ยังคงแพร่กระจายเป็นประจำทุกปี

แต่ก็ยังมีการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่อื่นๆตามมาจากในปี 1965 ถึง 1967 เกิดการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดใหญ่เอเชียมีผู้ชีวิต 2 ล้านคนทั่วโลก และไข้หวัดใหญ่ฮ่องกงในปี 1968 ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 1 ล้านคนทั่วโลก ความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่เริ่มลดลงในปี 2009 เกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่  ที่มาจากหมูทำให้มีผู้ติดเชื้อ  ราว 21 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรโลก

  องค์การอนามัยโลกได้กล่าวว่าไข้หวัดใหญ่ มีความคล้ายคลึงกับไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก  แต่ไข้หวัดใหญ่ยังคงอยู่กับเราตามฤดูกาลและยังคงเสี่ยงที่จะเผชิญกับการระบาดใหญ่ไปทั่วโลกอีกครั้ง ที่เกิดจากเวลาเรานั้นการแยกตัวและการกักกันโรคช่วยชะลอการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสลงได้

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย  เครื่องช่วยฟังราคาถูก

โรคเอดส์

 

โรคเอดส์เรียกอีกชื่อว่าโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง คือการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี เชื้อเอสไอวีจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันทำให้เกิดอาการร่างกายอ่อนแอลงโรคเอดส์เป็นโรคร้ายแรงที่มีปริมาณผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนสมัยใหม่เปลี่ยนไปอีกทั้งที่วงการแพทย์ยังไม่มียารักษาให้หายหลายคนหลายส่วนในสังคมทำได้แค่การ ให้ความรู้ความเข้าใจให้เยาวชนที่ถูกต้องในการป้องกันและหลีกเลี่ยงตัวเองให้ห่างไกลจากโรคเอดส์

อาการของโรคเอดส์ เมื่อติดเชื้อโรคเอดส์สอง-สามสัปดาห์แรกหลังจากรับเชื้อเอดส์อาการไข้ น้ำมูกไหลติดต่อกันอยู่ประมาณสองสัปดาห์แล้วจะหายไปผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่สนใจอาการคิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดาแต่ถ้าไปตรวจจะพบว่าเลือดหลังจากรับเชื้อได้สามเดือนซึ่งนั่นหมายถึงว่าคุณติดเชื้อเอดส์แล้วและสามารถเป็นพาหะนำเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นได้บางคนจะมีเม็ดเล็กๆแข็งขึ้นบนผิว

ผิวหนังจับจะไม่เจ็บไม่แดงเกิดต้อมน้ำเหลืองโดยเชื้อไวรัสทำให้ระดับเม็ดเลือดขาวลดลงอย่างช้าๆช่วงนี้จะเป็นลักษณะไข้เรื้อรังน้ำหนักลดท้องเสียเรื้อรังและเหงื่อออกมากเม็ดเลือดขาวเริ่มถูกทำลายไปจนเหลือน้อยร่างกายถูกทำลายลงติดเชื้อโรคอื่นๆได้ง่ายโดยมากผู้ป่วยโรคเอดส์เรื้อรังจะตายภายในสองถึงสี่ปีจากเชื้อโรคที่รุมเร้า จนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นโรคเอดส์คือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง ทั้งรักร่วมเพศหรือต่างเพศได้เช่นกันใช้เข็มฉีดยาร่วมกันเข็มฉีดยาไม่สะอาด

ส่วนใหญ่จะเจอในกลุ่มใช้ยาสารเสพติดสามสัมผัสเชื้อโดยตรงจากบาดแผลหรือน้ำเหลืองจากผู้ป่วยจากของมีคม สำหรับเชื้อเอดส์เมื่ออยู่นอกร่างกายคนสามารถมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานเชื้อจะหายไปในไม่กี่ชั่วโมงหากถูกความร้อนหรือโดนกรด-ด่างเชื้อจะตายเร็วขึ้นแต่ถ้าอยู่ในสภาพของอุณหภูมิพอเหมาะเชื้อจะอยู่ได้ทั้งวันในสภาพของเหลว

การรักษาให้ยาต้านไวรัสเพื่อจำนวนเชื้อเอสไอวีจะช่วยยืดอายุผู้ป่วยที่มีสุขภาพดีออกไป คุณหมอจะทำควบคู่กันไปกับการรักษาโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ยังไม่มียาทำลายไวรัสเอดส์ได้มีแต่ ยายับยั้งไวรัสเอดส์เท่านั้นแม้จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแต่มีผลข้างเคียงค่อนข้างมากและมีราคาแพงมากต้องกินทุกวันตลอดชีวิตระหว่างนี้ผู้ป่วยต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองด้วยรักสาสุขภาพจิตของผู้ป่วยส่วนมากจะวิตกจริตวิตกกังวลและคนข้างเคียงไม่ยอมรับการป้องกันและดูแลเบื้องต้น

คนที่มีคู่รักแล้วควรรักเดียวใจเดียวอยากมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นหามีเพศสัมพันธ์ควรป้องกันด้วยถุงยางอนามัยก่อนแต่งงานหรือมีลูกควรพาการไปตรวจเลือดกับคุณหมอเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยงดใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่นถ้าจำเป็นต้องใช้ร่วมต้องฆ่าเชื้อโรคก่อนกระตุ้นสังคมไม่ตื่นตัวสอนวิธีป้องกันโรคเอดส์ให้ถูกต้องทำอย่างไรไม่ติดเอดส์แน่นอนห้ามหายใจไอและจามใส่กันไม่ว่ายน้ำในสหรือเล่นกีฬาร่วมกันไม่สัมผัสและโอบกอดไม่ใช้ภาชนะหรือผ้าเช็ดตัวร่วมกันไม่ใช้โทรศัพท์ร่วมกันไม่ถูกยุ่งหรือแมลงกัดไม่ดื่มน้ำร่วมกันไม่ใช้ห้องน้ำร่วมกันแต่ฟังดูแล้วก็ค่อนข้างจะยากครับอย่าทำหน้าอย่างนี้เพราะว่าคนเราหลายอย่างไม่ต้องทำร่วมกัน

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย. เครื่องช่วยฟังฟรี

3 อาหารบำรุงสมองที่คนใช้สมองควรทานเป็นประจำ

ใช้สมองควรทานเป็นประจำ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในสมัยปัจจุบันนี้มักที่จะใช้ชีวิตกับการทำงานกันเยอะมากๆ จึงทำให้ต้องใช้สมองหรือใช้ความจำค่อนข้างที่จะเยอะในการทำงาน รวมไปถึงต้องใช้ในการเรียนอีกด้วยเพื่อจดจำสิ่งต่างๆ ซึ่งรู้หรือไม่ว่าสมองของเรานั้นเป็นหนึ่งในอวัยวะที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก และจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องดูแลรักษาสุขภาพสมองให้ดีอยู่เสมอ เ

พราะการมีสมองที่ดีมีความจำที่แม่นยำถือเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้การใช้ชีวิตของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่เนื่องด้วยในสมัยปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่ มักที่จะปล่อยละเลยการดูแลสมองจนทำให้สมองของเรานั้นได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังมีพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความจำและสมองอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สมัยปัจจุบันนี้มีอาหารมากมายหลากหลายประเภทที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง

และกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทของเราให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสำหรับใครที่เป็นคนที่ทำงานหนัก และต้องใช้สมองหรือความจำค่อนข้างที่จะเยอะ วันนี้เราก็จะมาแนะนำอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง รับรองได้เลยว่าหากทานเป็นประจำจะยิ่งทำให้ความจำของเรานั้นดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองอีกด้วย จะมีอาหารประเภทไหนกันบ้างนั้นไปดูกันเลย

1.สตรอเบอรี่ แน่นอนว่าสตรอเบอรี่เป็นหนึ่งในผลไม้ที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบหรือชอบทานกันเป็นอย่างมากอีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่ฮิตมากๆในสมัยปัจจุบันนี้ เนื่องจากสตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว จึงทำให้ถูกปากใครหลายคน ซึ่งรู้หรือไม่ว่าสตรอเบอร์รี่ก็เป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองได้เช่นกัน อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการป้องกันสมองของเราจากการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

 

2.ปวยเล้ง เรียกได้ว่าเป็นผักเพื่อสุขภาพที่คนส่วนใหญ่ควรรับประทานเป็นอย่างมาก เนื่องจากในป่วยเลี้ยงนั้นจะมีสารต้านอนุมูลอิสระตระกูลแคโรทินอยด์ อีกทั้งยังมีเบต้าแคโรทีน ซึ่งเรียกได้ว่ามีประโยชน์ต่อสมองของเราเป็นอย่างมาก เพราะเป็นพรรคที่มีส่วนช่วยในการลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมเมื่อเราอายุเพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย

3.มัทฉะ ชาเขียวมัทฉะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบกันเป็นอย่างมากรู้หรือไม่ว่ามัทฉะก็เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองและเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของเราอีกด้วย เพราะในชาเขียวนั้นจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีส่วนช่วยในการป้องกันสมองของเราที่อาจได้รับความเสียหายอีกด้วย

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย. เครื่องช่วยฟังแบบชาร์จ

3 เคล็ดลับการกำจัดพุงป่องง่ายๆ

รู้หรือไม่ว่าการที่เรามีหน้าท้องที่ป่อง หรือมีพุงที่ป่องนั้น อาจเกิดขึ้นได้หลากหลายสาเหตุในการใช้ชีวิตหรืออาจเกิดขึ้นจากการสะสมของแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะจนเกินไปจนทำให้ หน้าท้องของเรานั้นป่องนั่นเอง

ซึ่งการที่เรามีหน้าท้องที่ป่องนั้นอาจทำให้สาวๆหรือหนุ่มๆส่วนใหญ่นั้นเกิดความกังวลใจกันเป็นอย่างมาก เพราะอาจทำให้เสียความมั่นใจไม่กล้าอวดหน้าท้อง หรืออาจเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิตไปเลยก็ได้ แต่รู้หรือไม่ว่า อาการท้องอืดหรือการมีแก๊สในกระเพาะอาหารนั้น มีวิธีแก้มากมายหลากหลายวิธี

ซึ่งในแต่ละวิธีนั้นก็จะได้ผลที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น สำหรับใครที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการกำจัดพุงป่อง และกำลังมองหาวิธีหรือเคล็ดลับในการกำจัดพุงที่ป่องอยู่ให้แบนราบ วันนี้เราก็จะมาแนะนำเคล็ด การกำจัดพุงที่ป่อง รับรองได้เลยว่าหากทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอนั้น

เคล็ดลับการกำจัดพุงป่องง่ายๆ นอกจากจะช่วยลดอาการท้องอืดหรือลดแก๊สในกระเพาะอาหารของเราได้แล้วยังทำให้เรามีหน้าท้องที่แบนราบสวย เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตได้อีกด้วย จะมีเคล็ดลับอะไรกันบ้างนั้นไปดูกันเลย

  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม

เนื่องจากน้ำอัดลมเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยแก๊สค่อนข้างที่จะสูง หากเรารับประทานหรือดื่มเข้าไปในปริมาณที่เยอะจนเกินไปอาจทำให้แก๊สเข้าไปสะสมในกระเพาะอาหารจนเกิดท้องป่องขึ้นได้นั่นเอง ดังนั้น วิธีแก้ง่ายๆเลยก็คือควรที่จะหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการดื่มน้ำอัดลมให้น้อยลง เพลียไม่ให้แก๊สในกระเพาะอาหารของเราสะสมมากจนเกินไปจนเกิดอาการท้องป่องนั่นเอง

  • เลือกทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง

เนื่องจากอาหารที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม เป็นหนึ่งในอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็น กล้วย แคนตาลูป ผักโขม มะเขือเทศ รวมไปถึงถั่วชนิดต่างๆอีกด้วย ซึ่งอาหารต่างๆเหล่านี้ก็ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการลดอาการท้องป่องได้เป็นอย่างดีอีกด้วย  เครื่องช่วยฟัง    เพราะมีส่วนช่วยในการขับของเหลวออกมาจากร่างกาย อีกทั้งยังเป็นสารอาหารที่หากเราทานเป็นประจำจะยิ่งดีต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย

  • หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตมื้อดึก

เนื่องจากมื้อดึกเป็นมื้อที่คนส่วนใหญ่นั้นชอบที่จะรับประทานอาหารกันเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แหล่งอาหารคาร์โบไฮเดรต ไม่ว่าจะเป็น ขนมปัง หรือแม้แต่พาสต้าเองก็ตาม ซึ่งรู้หรือไม่ว่าการที่เรารับประทานมื้อ ที่อุดมไปด้วยแป้ง นอกจากจะส่งผลเสียต่อร่างกายยังอาจทำให้พุงของเราป่องได้ง่ายอีกด้วย ดังนั้น ทั้งที่ดี หากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงเพื่อลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อและช่วยลดอาการท้องป่องของเรานั่นเอง

ประโยชน์จากการทานอาหารเช้าเป็นประจำ

ประโยชน์จากการทานอาหารเช้า โดยการรับประทานอาหารเช้า เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อสุขภาพร่างกายของเราเป็นอย่างมาก เพราะอาหารเช้านั้นเป็นหนึ่งในมื้อที่สามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบต่าง ๆ หรือทำให้ร่างกายของเรานั้นมีความรู้สึกที่กระปรี้กระเปร่าได้มากยิ่งขึ้น

แต่เนื่องด้วยในสมัยปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่มักที่จะมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ทำให้บางคนนั้นจำเป็นที่จะต้องเร่งรีบเพื่อที่จะได้ไปทำงานให้ทันเวลา

ทำให้ไม่สามารถทานอาหารเช้าได้ทันเวลา จนส่งผลให้ร่างกายนั้นได้รับความเสียหาย และเกิดความหิวในระหว่างวันได้ ซึ่งรู้หรือไม่ว่า การที่ร่างกายของเราไม่ได้รับสารอาหารในมื้อเช้าเป็นประจำ อาจส่งผลให้ร่างกายของเรานั้นอ่อนแอ และเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายต่าง ๆ ได้ง่าย

อีกทั้งยังอาจทำให้เรานั้นมีสุขภาพร่างกายที่ย่ำแย่ลงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่ไม่ค่อยชอบทานมื้อเช้า วันนี้เราก็จะพาทุกคนไปดูกันว่า การที่เราทานมื้อเช้าเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอนั้น ร่างกายของเราจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง ไปดูกันเลย 

 

  • มื้อเช้าช่วยป้องกันโรคอ้วนได้

หลายคนอาจจะมองว่าการที่เราทานอาหารเช้าเป้นประจำนั้น จะยิ่งทำให้เราอ้วนได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วมื้อเช้า เป็นมื้อที่สำคัญต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ภายในร่างกายของเรานั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคอ้วนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ดังนั้น หากเราทานมื้อเช้า ในระหว่างวันเราก้จะไม่รู้สึกหิว หรืออาจทำให้เราทานอาหารได้น้อย เพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวพุ่งนั่นเอง 

 

  • มื้อเช้าช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นนิ่ว

รู้หรือไม่ว่าหากร่างกายของเราไม่ได้รับสารอาหารเป็นเวลานานกว่า 14 ชั่วโมง จะยิ่งทำให้คอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีของเรานั้นเกิดการจับตัวได้นานมากขึ้น และยิ่งหากปล่อยไว้นานมากแค่ไหนคอเลสเตอรอลเหล่านี้ก็อาจก่อตัวกันเป็นนิ่วในถุงน้ำดีได้ ดังนั้นการที่เราทานมื้อเช้าบ่อยๆนอกจากจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วนั้น ยังมีส่วนช่วยในการป้องกันการเป็นนิ่วได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 

  • มื้อเช้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้

แน่นอนว่าการที่เราทานมื้อเช้าเป้นประจำนั้นจะยิ่งทำให้ระบบการทำงานของสมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะในแต่ละวันนั้นคนเราจำเป้นที่จะต้องใช้งานสมองอย่างหนัก ซึ่งหากไม่ได้ทานอาหารเช้าก็อาจทำให้สมองของเรานั้นทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อความจำอีกด้วย ฉะนั้น การที่เราทานมื้อเช้าเป็นประจำก็จะยิ่งช่วยให้สมองของเราทำงานได้ดีมากขึ้น สมองแล่น และมีสมาธิมากขึ้นนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย    เครื่องช่วยฟังคนหูหนวก

3 วิธีสังเกตอาการมะเร็งเบื้องต้น

โรคมะเร็ง เป็นโรคชนิดหนึ่งที่เรียกได้ว่ามีความร้ายแรงต่อสุขภาพร่างกายของคนเราเป็นอย่างมาก ซึ่งในสมัยนี้โลกไม่นั้นจะแบ่งแยกออกเป็นหลายชนิดหลายประเภทที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก มะเร็งสมอง มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม รวมไปถึงโรคมะเร็งอื่นๆอีกมากมาย

วิธีสังเกตอาการมะเร็งเบื้องต้น โดยในสมัยนี้โรคมะเร็งเป็นโรคที่เกิดขึ้นโดยที่เราเองก็อาจไม่รู้ตัวได้ และเป็นโรคที่ทำให้คนส่วนใหญ่นั้นมีความเกรงกลัวในการใช้ชีวิตกันเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้โรคมะเร็งยังเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้ชายหรือแม้แต่ผู้หญิงเองก็ตามก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น การดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บนั้นอาจเกิดขึ้นได้

โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว ฉะนั้น การดูแลรักษาสุขภาพ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการใช้ชีวิตในประจำวันให้มีความสุขก็เป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายได้ อย่างไรก็ตาม

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าตนเองนั้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ วันนี้เราก็จะพาทุกคนไปดูกันว่า จะมีสัญญาณเตือนเบื้องต้นอะไรกันบ้างที่เรา สามารถรู้ได้ว่าเรากำลังเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ไปดูกันเลย

  • อาการผิดปกติของระบบขับถ่าย

การขับถ่ายนั้นเป็นเรื่องปกติที่คนส่วนใหญ่มักที่จะมองข้าม แต่รู้หรือไม่ว่าการที่เรามีการขับถ่ายที่ผิดปกติ อาจทำให้ร่างกายของเรานั้นกำลังตก อยู่ในความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็ง ซึ่งหากเราพบว่าตนเองนั้นมีอาการท้องผูก ท้องเสียเรื้อรังเป็นเวลาติดต่อกันนาน ก็อาจเป็นไปได้ว่าเรากำลังเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั่นเอง ดังนั้น การหมั่นสังเกตสุขภาพร่างกายของตนเองไม่ใช่เรื่องที่น่าอายอะไร เพราะการที่เรารู้ว่าร่างกายของเราเกิดความผิดปกติ เราก็จะได้รู้จักป้องกันและรักษาร่างกายตนเองให้ปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น

  • อาการมีเลือดออกแบบผิดปกติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิง การที่เราสังเกตร่างกายตนเองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอายแต่อย่างใด ดังนั้น  เครื่องช่วยฟังยี่ห้อไหนดี  เมื่อไรก็ตามที่ร่างกายของเรามีเลือดออก หรือมีตกขาวออกมาจากช่องคลอดผิดปกติ นี่ก็อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือน ทีแอทม่วงได้ว่าเรากำลังตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งทางที่ดีควรรีบเข้ารับการรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้อาการนั้นรุนแรงมากยิ่งขึ้น

  • มีอาการไอผิดปกติ

แน่นอนว่าอาการนี้เป็นอาการที่เกิดขึ้น จนทำให้คนส่วนใหญ่นั้นมองว่าเป็นเรื่องที่ปกติ หรืออาจมองว่าเราจะรู้สึกไม่สบาย แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีอาการไอแบบผิดปกติ ไปมากเกินไป จนทำให้ไอออกมาเป็นเลือด หรือที่เรารู้จักกันในชื่อไอเรื้อรัง ซึ่งอาการนี้เป็นอาการที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่า เรากำลังเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดหรือมะเร็งหลอดลมนั่นเอง

3 เครื่องดื่มที่ควรดื่มก่อนนอนหากอยากผอม

เชื่อว่ายิ่งใกล้เวลาเข้านอนยิ่งทำให้คนส่วนใหญ่นั้นมีอาการหิวเป็นอย่างแน่นอน และเป็นต้นเหตุที่ทำให้สาวสาวส่วนใหญ่นั้นมักที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับความอ้วน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปัญหาที่ทำให้คนส่วนใหญ่นั้นหนักใจกันเป็นอย่างมากและมักที่จะมองหาวิธีที่จะช่วยเบิร์นไขมันส่วนเกินออกไปจากร่างกายเพื่อให้รูปร่างตัวเองดูดีอยู่เสมอ

เครื่องดื่มที่ควรดื่มก่อนนอน แต่รู้หรือไม่ว่าเนื่องจากพฤติกรรมการกินก่อนนอนนั้นอาจส่งผลกระทบ ที่ทำให้เรามีความอ้วนได้

เนื่องจากว่าอาจทำให้ไขมันนั้นสะสมในร่างกายมากเกินไป แต่ในสมัยปัจจุบันนี้เราสามารถเลือกรับประทานอาหารก่อนนอนได้ โดยที่ไม่ทำให้เรารู้สึกผิดอย่างแน่นอน รวมไปถึงการเลือกเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีส่วนช่วยในการลดพุงได้ เพราะในสมัยนี้มีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากมายให้เราได้เลือกทาน

ซึ่งก็จะมีประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นสำหรับใครที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับความอ้วน มีพุง ร่างกายไม่สดชื่น รวมไปถึงมีอาการนอนไม่ค่อยหลับอีกด้วย ซึ่งวันนี้เราก็จะมาแนะนำเครื่องดื่มที่ควรดื่มก่อนเข้านอน รับรองได้เลยว่าหากดื่มเป็นประจำนั้นนอกจากจะส่งผลดีต่อร่างกายของเราแล้วยังช่วยให้ร่างกายของเรารู้สึกสดชื่นมากขึ้นช่วยให้เราหลับสบายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย จะมีเครื่องดื่มชนิดไหนกันบ้างนั้นไปดูกันเลย

  • น้ำองุ่นแท้

หลายคนมองว่าน้ำองุ่นเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยน้ำตาลที่สูง ซึ่งคนส่วนใหญ่นั้นมักที่จะไม่นิยมดื่ม แต่รู้หรือไม่ว่า ในน้ำองุ่นนั้นโดยเฉพาะองุ่นแดง จะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมากๆ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นหรือเร่งระบบเผาผลาญไขมันในร่างกายของเราได้เป็นอย่างดี  เครื่องช่วยฟังราคาถูก      อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการเบิร์นไขมันส่วนเกินในร่างกายของเราในระหว่างที่เรากำลังหลับได้อีกด้วย ฉะนั้นหากใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับการลดไขมันในร่างกาย ขอบอก หากดื่มเครื่องดื่มองุ่นก่อนนอนเป็นประจำนอกจากจะส่งผลดีต่อร่างกายของเราแล้วยังช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

  • น้ำขิง

แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่คนส่วนใหญ่นั้นเลือกดื่ม เพราะเนื่องจากว่านับขิงนั้นมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญได้เป็นอย่างดี เพราะน้ำขิงจะมีฤทธิ์ที่ร้อนที่มีส่วนช่วยในการ เบิร์นไขมันได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ดีๆต่อร่างกายอีกหลายด้านมากๆ ซึ่งหากใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเบิร์นไขมันในร่างกาย การที่เราดื่มน้ำขิงก่อนนอนขอบอกเลยว่านอกจากจะส่งผลดีต่อร่างกาย ยังมีส่วนช่วยในการเร่งอัตราการเผาผลาญไขมันในร่างกายในระหว่างที่เราหลับได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

  • ชาคาโมมายด์

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เรานั้นไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด เนื่องจากคาโมมายด์นั้นจะมีส่วนช่วยในการเพิ่มระดับของไกลซีนได้ โดยจะมีส่วนช่วยทำให้กล้ามเนื้อของเรารู้สึกผ่อนคลาย ช่วยให้เรานอนหลับสนิทได้มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ การดื่มชาคาโมมายด์ก่อนการเข้านอนนั้นจะช่วยให้เราอิ่มท้องและไม่ทำให้เรารู้สึกหิวในระหว่างที่เรานอนหลับอีกด้วย