โรคตาขี้เกียจ

             โรคตาขี้เกียจ สำหรับคนรุ่นใหม่อาจจะไม่ค่อยรู้จักกันมากนัก แต่คนที่จะรู้จักโรคนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือ บรรดาคุณพ่อ และคุณแม่มือใหม่ ที่มักจะพบปัญหาลูกมีอาการของโรคตาขี้เกียจ ซึ่งอาการของโรคชนิดนี้ก็คือ การมีปัญหาด้านสายตา เกี่ยวกับเรื่องของการมองเห็นภาพต่างต่างอาจจะไม่ค่อยชัดเจนเท่ากับคนสายตาปกติ  สำหรับโรคชนิดนี้เรามักจะเห็นว่าจะเกิดกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 7 ปี ซึ่งบางครั้งการเป็นโรคตาขี้เกียจนั้น อาจจะเป็นทั้งสองข้าง หรือบางครั้งอาจจะมีอาการแค่เพียงข้างเดียวเท่านั้น 

    หากมองด้วยตาเปล่าอาการของโรคตาขี้เกียจนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับคนเป็นโรคตาเข  เพียงแค่อาการของโรคตาขี้เกียจนั้น จะไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา จะเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้นที่ทำให้เราสามารถมองเห็นได้ บางครั้งเพียงแค่กระพริบตาอาการตาขี้เกียจก็หายไป  และสักพักก็อาจจะกลับมาเป็นใหม่ได้อีกรอบนั่นเอง อย่างไรก็ตามสำหรับโรคนี้นั้นจะเป็นช่วงที่เด็กกำลังมีพัฒนาการทั้งด้านสายตาและการมองเห็น

          สำหรับอาการของโรคนี้อย่างที่กล่าวไปตอนต้นแล้วนั่นเก็คือ การที่เด็กจะมีการมองเห็นของลุกตาในลักษณะที่ลูกตาอาจจะมีการเบนเข้าหากัน หรือบางคนอาจจะเบนออกห่างกันก็ได้  การมองเห็นอาจจะมองเห็นไม่ค่อยชัดเจนมากนัก หรือบางคนหากมีอาการมากอาจจะมีอาการปวดหัวร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตามอาการนี้เรามักจะเห็นว่าเกิดกับเด็กแรกเกิดนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่แล้วจะพบกับเด็กที่มีอายุประมาณ 3-5 ปี

         ถ้าหากผู้ปกครองพบว่าลูกของคุณอาจจะมีอาการคล้ายกับการเป็นโรคตาขี้เกียจแล้วล่ะก็ ควรจะรีบพาไปพบแพทย์ทางด้านสายตาให้ช่วยตรวจสอบและรักษา เพราะอาการนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ ยิ่งรักษาก่อนอายุ 7 ปีจะยิ่งได้ผลเร็วมากที่สุด แต่หากปล่อยเอาไว้ไปรักษาช่วงอายุ 7-9 ปี ความยากในการรักษาให้หายขาดนั้นจะยากยิ่งขึ้นและอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานมากขึ้น แต่ก็ยังคงสามารถรักษาอาการให้หายได้เช่นเดียวกัน 

        สำหรับเด็กที่ป่วยเป็นโรคตาขี้เกียจนี้ สามารถรักษาอย่างต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 17 ปี แต่ถ้าหากเกิดกว่า 17 ปีไปแล้ว จะไม่สามารถรักษาเบื้องต้นได้แล้ว ต้องเข้ารับการผ่าตัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  อย่างไรก็ตามสำหรับการรักษาโรคตาขี้เกียจนี้ทำได้หลายอย่างแต่การรักษาที่ไม่ต้องเสียเงินเลยก็คือ ให้ทำการปิดตาข้างใดข้างหนึ่งเป็นระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อวัน และทำทุกวัน โดยมีการปิดตาสลับข้างกันทุกวัน  ต่อเนื่อง 6  เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผล และช่วงที่ปิดตานั้นต้องให้ตาอีกข้างใช้สายตาให้มากที่สุด ดังนั้นตอนปิดตาควรให้เด็กดูทีวีจะดีที่สุด

 

สนับสนุนโดย    สมัครเว็บหวยฮานอย

ขนมสุขภาพที่สาวๆที่ลดความอ้วนหรือลดน้ำหนัก กินได้ 

เชื่อเลยว่าหลายๆคนที่ลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนมา นั้น ต้องมีช่วงที่อยากขนมนู้นนั้นนี่ หรือ อยากขนมกรุบกรอบ แต่ก็ไม่กล้ากินเพราะว่าเราลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนอยู่นั้นเอง แต่ความเป็นจริงแล้ว เพื่อนๆสามารถสามารถกินขนมสุขภาพได้นะ 

ซึ่งวันนี้เราจะแนะนำขนมสุขภาพสำหรับสาวๆที่ลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนนะมีทั้งขนมคลีนที่เพื่อนๆ สามารถทำได้ เอง และมีทางเลือกขนมอบกรอบต่างๆ… เราไปดูกันเลยดีกว่า

แพนเค้กกล้วยหอม  เมนูง่ายๆ ที่เพื่อนๆ สามารถทำเองได้เลย เพราะแค่มีกล้วยหอม สองลูก และมีข้าวโอ๊ต และ ไข่ ก็สามารถเอามาบดและผสม ใส่กลิ่นวนิลา และ กินคู่กับน้ำผึ่ง แค่นี้ก็อร่อย หายอยากขนมได้แล้วนะ ที่สำคัญได้วิตามินและเกลือแร่จากกล้วยอีกด้วยนะ 

บราวนี่ฟักทอง เดี๋ยวนี้มีสูตรมากมายเลยใน internet และไม่ได้ทำยากเลย แค่เพื่อนเอาฟักทองที่ต้มแล้วมาบด ใส่ข้าวโอ๊ตและผสมไข่ และใส่ผงโกโก้ อีกสักนิดเพื่อความเข้มข้นนั้นเอง และหากใครที่อยากหวานน้อย ก็สามารถเติมน้ำผึ้งได้นะ 

พาร์เฟ่ โยเกิร์ต อันนี้ก็ทำได้ง่ายแถมกินแล้วสดชื่นด้วยนะ เพียงแค่เพื่อนๆมีโยเกิร์ตไขมันต่ำหรือกรีกโยเกิร์ต แล้วก็โรยกราโนล่า และเติมผลไม้ ราดน้ำผึ้งไปสักหน่อย ขนมคลีนอันนี้ทั้งอร่อยและมีประโยชน์มากเลยนะ ได้ทั้งโปรตีนและช่วยเรื่องระบบขับถ่ายด้วย

ไก่แท่งอบกรอบ ขนมอบกรอบ ไม่ทอด ปัจจุบันมืให้เลือกมากมายหลายอย่างแล้วนะ ที่มีโซเดียมต่ำและให้โปรตีนสูงอีกด้วยนะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะดีขนาดนี้ เพราะเป็นการกินขนมที่ได้ฟิวการกินขนมกรอบๆ แต่มีประโยชน์กว่าเยอะเลย สามารถกินเล่น ในช่วงระหว่างวันได้เลย ใครที่อยากขนมก็เลือกเป็นไก่แท่งอบกรอบก็ได้ 

โปรตีนถั่วเหลืองอบกรอบ นี่ก็เป็นขนมสุขภาพทางเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะว่า เค้าทำมาจากถั่วเหลือง ซึ่ง ให้โปรตีนได้ และก็รสชาติดี โซเดียมไม่สูง และกินเพลินแก้ความอยากขนมได้ดีอยู่นะ 

คุกกี้ข้าวโอ๊ต หรือ ข้าวโอ๊ตเนยถั่ว ก็เป็นขนมที่เพื่อนๆ สามารถกินคู่กับกาแฟดำได้ แล้วไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะคุกกี้ข้าวโอ๊ตนั้น จะให้ไฟเบอร์ได้ดี และ คุกกี้เนยถั่ว ก็ให้ไขมันดีกับร่างกายด้วยนะ แต่การกินขนมก็อย่าเผลอกินเยอะเกินไปนะ 

เพื่อนๆ เห็นแล้สไหมละ ว่าตอนนี้พวกขนมสุขภาพหรือ ขนมคลีนต่างๆ ทั้งที่ทำเอง หรือ ขนมอบกรอบ มีให้เราได้เลือกกินมากขึ้นแล้วนะ!

 

สนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

โรคภูมิแพ้  

ถ้าจะให้เรานั้นกล่าวถึงโรคภูมิแพ้นั้นเราก็พอที่จะรู้ว่าอาการนั้นมีอยู่มากไม่ว่าจะเป็นอาการหลายๆอย่างที่เราเชื่อว่าต้องมีหลายคนที่เป็นเพราะว่าอาการนั้นสามารถที่จะให้เราเบื่อกับอาการที่เราเป็นดังนั้นอาการเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เราเกิดโรคที่ตามมาได้  ดังนั้นวันนี้เรานั้นจะมาบอกถึงอาการที่เราเคยได้ยินของโรคภูมิแพ้นั่นเองว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้เราเป็นและที่เราเคยได้ยิน  

       ภูมิแพ้อาการ  เมื่ออากาศที่เราเปลี่ยนนั้นเราก็สามารถที่จะเป็นโรคภูมิแพ้นั้นได้เพราะว่าเวลาที่เราเป็นนั้นจะทำให้เรารู้สึกว่าอาการที่เราเป็นคือการที่เราหายใจไม่สะดวก  หรือว่าติดขัดอะไรอย่างนี้เป็นต้นอาการเหล่านี้นั้นจะไปหายไปเมื่อเรารู้จักวิธีในการที่เราดูแลตัวเองอย่างเช่นการที่เราออกกำลังกาย  หรือว่าการที่เรารู้ว่าเรานั้นจะตื่นนอนมาแล้วเป็นนั้นให้เรากินน้ำให้มากๆ การที่เรากินน้ำนั้นก็สามารถที่จะช่วยให้อาการที่เราเป็นโรคภูมิแพ้นั้นรู้สึกว่าดีขึ้นหรือว่าเรานั้นจะเลือกที่จะกินน้ำอุ่นๆนั้นก็จะช่วยให้เราหายใจได้โล่งมากขึ้น แต่พอเมื่อเรานั้นมีอาการเป็นจะเป็นอะไรที่เรารู้ตัวอย่างเช่นน้ำมูกเราจะไหล

เริ่มที่จะจามบ่อยมากขึ้น  น้ำตาเริ่มที่จะไหลออก  จากนั้นเสียงก็จะค่อยแหบแห้งไป  แต่ว่าอาการนี้นั้นจะเป็นก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าเราอยู่ในที่อากาศเย็นๆเท่านั้น แต่ถ้าเมื่ออากาศที่เราปกตินั้นอาการเหล่านี้นั้นจะหายไปเอง  หรือถ้าไม่อย่างนั้นให้เราหาซื้อมากินเพื่อที่จะบรรเทาอากาศนี้ได้

     แพ้อาหารทะเล  ก็จะมีกลุ่มที่เป็นคนที่แพ้อาหารทะเลเพราะว่าเวลาที่เรากินอาหารทะเลนั้นจะทำให้เรานั้นรู้สึกว่ามีผื่นขึ้นตามตัว  หรือว่ามีอาการคันตามร่างกาย บางคนนั้นมีอาการที่เป็นหนักนั่นก็คือการที่หายใจไม่ออกเมื่อเราเห็นแบบนี้เราก็ควรที่จะระวัง ละคนที่เป็นนั้นก็ควรที่รู้ตัวเองว่าเรานั้นแพ้อาหารอะไรบ้างเพราะว่าถ้าเรานั้นกินเข้าไปนั้นจะทำให้เราเกิดอาการช็อกหมดสติไปก็ได้ 

ดังนั้นเมื่อเรารู้ตัวเราก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงในการกินอย่างเช่นเรารู้ว่าเราแพ้อาหารทะเล  อย่างเช่นกุ้ง  ปู  หรือว่าปลานั้นเราก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงของอาหารทะเลเพราะว่ามันไม่คุ้มกับการที่เราต้องมานอนโรงพยาบาลนั่นเอง  วิธีแก้นั้นถ้าใครรู้ตัวว่าเรานั้นแพ้อะไรก็ไม่ควรที่จะกินอย่างนี้เป็นต้น  แต่ถ้ามีอาการที่แพ้หนักมานั้นให้เรารีบไปหาหมอ  

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

การนั่งนานเสี่ยงต่อการที่เราเป็นโรค office syndrome

โรคนี้นั้นไม่มีใครที่เขาอยากที่จะเป็นเพราะว่าการที่เราเป็นโรคนี้เกิดจากการที่เรานั่งเป็นเวลาที่นานเกินไปดังนั้นการที่เรานั่งนานเกินจะทำให้เราเสี่ยงต่อการที่จะเป็นอาการที่ปวดเมื่อยตามร่างกายไม่ว่าเป็นอาการที่เราต้องเจออย่างเช่นอาการที่เราต้องเป็นอย่างอาการปวดหลัง  ปวดหัว  เมื่อยตามร่างกายอย่างนี้เป็นต้น  ซึ่งวันนี้นั้นเราจะมาวิธีในการที่เราห่างจากการที่เรา office syndrome  มาบอกกันให้เรารู้จักวิธีในการที่เราปรับตัว  

  1. การที่เรานั่งให้อยู่ในระดับกึ่งกลางหน้าจอ  ในการที่เราต้องนั่งทำงานและต้องอยู่ระหว่างหน้าจอให้เรานั้นเลือกที่จะนั่งในท่าที่ถูกต้องอย่างเช่นการที่เรานั่งอยู่ที่หน้าจอเพราะว่าการที่เรานั่นอยู่หน้าจอเป็นเรื่องที่เราสามารถที่จะช่วยแก้ไขนั้นได้เพราะว่าคนส่วนใหญ่นั้นเลือกที่จะมองหน้าจอด้วยการที่นั่นสูง  หรือว่าว่าต่ำ การที่เรานั่นสูงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพราะว่าการที่เรานั่งสูงนั้นจะทำให้เรารู้สึกว่าเรานั้นเกิดอาการปวดคอ ดังนั้นเราควรที่จะปรับระดับให้จอคอมนั้นนั่งอยู่ในระดับสายตานั่นเอง  
  2. ท่านั่ง  การที่เรานั่งนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากเพราะว่าการที่เรานั่งไม่เต็มก้นนั้นเสี่ยงต่อการที่เราจะปวดหลังอย่างมาก  หรือว่าการที่เรานั่งเป็นการนั่งไม่ได้พิงพนักก็จะทำให้เราเกิดอาการปวดหลังได้เช่นกันดังนั้นเราก็ควรที่จะเลือกท่านั่งให้เหมาะแก่การนั่นถ้าไม่อย่างนั้นให้เราหาหมอนมาพิงเพื่อที่จะได้ไม่มีอาการปวดหลังตามมา  
  3. การนั่งนานเกินไป  ในการที่เราเลือกที่จะนั่งนานเกินไปนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างแน่นอนดังนั้นการที่เราเลือกที่จะนั่นนั้นควรที่จะเลือกนั่นตามที่ร่างกายต้องการแต่ถ้าการที่เรานั่งนานั้นให้เลือกที่จะเดินออกหรือว่าลุกขึ้นยืนเดินหรือว่าไปเข้าน้ำอย่างนี้เป็นการที่เรานั่งนานเป็นการที่ทำให้เรานั้นเสียสุขภาพและอาจจะทำให้เรานั้นเกิดอาการปวดตามร่างกายนั่นเอง  
  4. เก้าอี้ที่เหมาะแก่เรา  อย่างเช่นการที่เรานั่งทำงานหน้าจอคอมนั้นเราควรที่จะเลือกในการนั่งเป็นแบบอย่างการนั่งที่เหมาะแก่เราทั้งหน้าคอมและและโต๊ะทำงานการที่เรานั่งให้เหมาะเป็นการที่ให้เรานั้นได้นั่งทำงานที่นานได้เหมาะสมและเรานั้นก็ควรที่จะเลือกระดับที่เหมาะด้วยเช่นกัน  
  5. การที่เรานั่งทำงานและรู้จักการที่จะขยับแขนขา  ในการที่เรานั่งทำงานนั้นเป็นเวลาที่นานหรือว่าร่างกายของเรานั้นรู้สึกว่าปวดเมื่อยให้เรานั้นขยับแขนและขาเพื่อที่จะได้ผ่อนคลายนั่นเอง  อย่างเช่นการที่เรารู้จักบิดเนื้อบิดตัวนั่นเอง  หรือว่ายกแขน ขาขึ้นบ้างเพื่อที่จะได้ขยับร่างกาย จะช่วยให้ร่างกายของเรานั้นรู้สึกดีขึ้น 

 

สนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย