อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ภูมิแพ้ หรือ หวัด กันแน่

ตอนอากาศเปลี่ยนบ่อยครั้ง บางเวลาร่างกายพวกเราบางทีอาจปรับเปลี่ยนตามไม่ทันรวมถึงภูมิต้านทานต่ำ นำมาซึ่งการทำให้ป่วยไข้หรือไม่สบาย เป็นหวัดใหญ่ได้นั่นเอง แม้กระนั้นจะมั่นใจได้เช่นไรว่าเจ็บป่วยเป็น  ภูมิแพ้ หรือ หวัด อากาศเพียงแค่นั้น

ภูมิแพ้ ไม่ได้มีสาเหตุจากการที่ร่างกายรับเชื้อไวรัส แต่ว่ามีเหตุมาจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายของผู้เจ็บป่วยเอง โดยภูมิแพ้จะทำให้เกิดความผิดแปลกขึ้นของจมูกรวมทั้งตา แนวโน้มจะเกิดขึ้นที่จมูก และรอบ ๆ หัว ซึ่งจะแตกต่างจากหวัดที่จะส่งผลเสียต่อระบบภายในร่างกาย แล้วก็ระบบหาย

อาการของภูมิแพ้ส่วนมาก จะพบว่ามี การจาม น้ำมูกไหล คันยุบยิบ ๆ รอบ ๆ ตา กับจมูก ส่วนอาการที่แตกต่างกันระหว่างภูมิแพ้อากาศกับหวัด ได้แก่ ไม่มีไข้ ชีพจรไม่เต้นถี่ ไม่เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกาย แม้กระนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเหน็ดเหนื่อยได้

ภูมิแพ้ หรือ หวัด ภูมิแพ้อากาศนอกจากจะเกิดจากการที่มีอุณหภูมิรอบตัวหรือคุณภาพอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหันแล้ว ยังสามารถเกิดขึ้นได้จากการที่สูดดมสารที่ทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิแพ้ ไม่ว่าจะเป็น ควันรถยนต์ ฝุ่น กลิ่นต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เป็นภูมิแพ้อากาศได้ทั้งนั้น

โดยเมื่อมีอาการภูมิแพ้กำเริบขึ้น เชื่อว่าหลาย ๆ คน ก็จะซื้อยาที่ร้านขายยามากินเอง โดยที่ไม่ได้ไปตรวจเข้ารับการรักษาปรึกษาแพทย์ ด้วยเหตุนี้อาจทำให้มีการรักษาที่ไม่ตรงประเด็น และเสี่ยงเป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย

ควรดูแลตนเองอย่างไรในผู้ที่เป็นภูมิแพ้ 

  • เลี่ยงการพบเจอสิ่งที่จะทำให้อาการกำเริบ ควันต่าง ๆ น้ำหอมต่าง ๆ เกสรดอกไม้ 
  • ปรับอุณหภูมิรร่างกายไม่ให้เปลี่ยนแปลงกะทันหัน เมื่อเดินผ่านอากาศร้อน ๆ ควรพักในที่ร่ม ๆ ก่อน ค่อยไปสู่ที่ ๆ เย็นหรืออุณหภูมิต่ำ ๆ
  • ทำความสะอาดบ้านบ่อย ๆ เพื่อกำจัดฝุ่นละอองในบ้าน
  • ออกกำลังกาย สร้างภูมิคุ้มกัน
  • พบแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำ

เป็นหวัด เกิดขึ้นจากการรับเชื้อโรคเชื้อไวรัส Influenza virus พบว่าจะมีอาการปรากฎเมื่อได้รับเชื้อประมาณ 96 ชั่วโมง โดยมีลักษณะเด่น จากการที่จับไข้สูงลอย 37.8-39.0 องศาเซลเซียส ไข้สูงแบบทันทีทันควัน มีลักษณะอาการปวดศีรษะหนัก เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกาย อ่อนล้าอย่างยิ่ง ทั้งอาจพบเจออาการไอที่ร้ายแรงร่วมกับลักษณะการเจ็บทรวงอกด้วย ลักษณะของหวัดจะใกล้เคียงกับอาการโรค Covid-19 แม้กระนั้นหวัดสามารถทุเลาหายได้เองหรือเริ่มดียิ่งขึ้นภายในช่วงเวลาไม่เกิน 14 วัน

 

ดังนั้น พวกเราพึงสังเกตตนเองเมื่อเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของตนเพื่อหาวิธีดูแลตนเองให้ห่างไกล ให้ทันก่อนที่จะมีอาการ หรือดูแลสุขภาพเบื้องต้น เพื่อที่จะทำให้ภูมิต้านทานร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ไม่ป่วยง่าย อย่างการออกกำลังกาย  

 

สนับสนุนโดย.    แทงหวยใต้ดิน

น้ำมันปลาดีต่อสุขภาพในเรื่องใดบ้าง

– ต่อต้านการอักเสบ

การอักเสบ เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิต้านทานดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งปลอมปนที่ไปสู่ร่างกายอย่างแบคทีเรีย เชื้อไวรัส สารเคมี รวมทั้งอาการบาดเจ็บของร่างกาย ซึ่งการอักเสบเรื้อรังบางทีอาจเกี่ยวพันกับโรคหรือการเจ็บป่วยที่ร้ายแรง อย่างเช่น โรคอ้วน เบาหวาน  แล้วก็โรคหัวใจ ฯลฯ

– โรคข้อรูมาตอยด์

การกินน้ำมันปลา ร่วมกับยาที่ใช้รักษาโรคดังกล่าว สามารถช่วยทำให้อาการดีขึ้น  คนที่กินน้ำมันปลาจะมีความรู้สึกเจ็บที่เกิดขึ้นลดน้อยลง กระทั่งมีการใช้ยาลดลักษณะการบาดเจ็บลดน้อยลงด้วย ทั้งการที่แพทย์ใช้น้ำมันปลาโดยผ่านทางเส้นโลหิต ก็มีประสิทธิภาพลดบวมรวมทั้งข้อแข็งในผู้เจ็บป่วยรูมาตอยด์ได้อีกด้วย

– กระดูกพรุน

งานศึกษาเรียนรู้ของท่านหนึ่ง ได้พูดไว้ว่า การกินน้ำมันปลาเท่านั้น หรือกินร่วมกับCa รวมทั้งน้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส มีประสิทธิภาพที่ช่วยชะลอการลดลงของกระดูกรวมทั้งเพิ่มความหนาแน่นของมวลบริเวณที่ต้นขา แล้วก็สันหลังของคนแก่ที่มีอาการป่วยด้วยโรคกระดูกพรุนได้ อย่างไรก็ตามการกินน้ำมันปลาอาจไม่มีผลต่อการชะลอการสูญเสียกระดูกในคนแก่ที่เป็นโรคข้อเสื่อมที่หัวเข่า

 – โรคเส้นเลือดสมอง

การบริโภคปลาในอย่างน้อย 1-2 ครั้ง ภายใน 14 วัน จะช่วยลดการเสี่ยงต่อโรคเส้นโลหิตสมองลง 27 % แต่ว่าแม้เป็นการบริโภคในจำนวนที่สูงกว่า 46 กรัมต่อวัน จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้อย่างยิ่ง การกินปลาไม่ช่วยลดการเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดสมองในคนที่จำต้องใช้ยาแอสไพริน เพื่อคุ้มครองปกป้องอันตรายจากโรคนี้อยู่แล้ว

– ช่วยทำนุบำรุงสุขภาพหัวใจ

มีงานศึกษาเรียนรู้จำนวนมากที่ชี้ว่าการบริโภคน้ำมันปลาบางทีอาจช่วยลดการเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และในบางทีอาจช่วยเพิ่มระดับ cholesterol ประเภทที่ดีภายในร่างกาย รวมทั้งยังช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์แล้วก็ความดันเลือดได้อีกด้วย

– รักษาภาวการณ์หรืออาการทางจิต

ด้วยเหตุว่า น้ำมันปลา มีกรดไขมันOmega-3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่สำคัญต่อหลักการทำงานของสมอง ผู้คนจำนวนมากก็เลยมั่นใจว่าน้ำมันปลาบางทีอาจช่วยสำหรับในการรักษาภาวการณ์หรืออาการทางด้านจิตใจ ก็เลยมีงานศึกษาค้นคว้า เกี่ยวกับคุณภาพของน้ำมันปลาในด้านนี้อยู่บ้าง มีงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งชี้ว่าการบริโภคน้ำมันปลาบางทีอาจช่วยปกป้องสภาวะทางจิตบางประเภทได้ รวมทั้งยังมีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่าการบริโภคน้ำมันปลาบางทีอาจช่วยทุเลาลักษณะของโรคไบโพลาร์

คุณค่าของ น้ำมันปลา นั้นมีประโยชน์มากจริง ๆ และนอกจากที่ได้พูดถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว มันยังมีประโยชน์ ต่อสุขภาพตา สุขภาพผิว ช่วยเรื่องการลดไขมันได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามนอกจากการเลือกทานสิ่งที่มีประโยชน์แล้ว การบริหารร่างกายควบคู่ไปด้วยก็จะยิ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพ

 

สนับสนุนโดย.    แทงหวยหุ้น

โรคตาขี้เกียจ

             โรคตาขี้เกียจ สำหรับคนรุ่นใหม่อาจจะไม่ค่อยรู้จักกันมากนัก แต่คนที่จะรู้จักโรคนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือ บรรดาคุณพ่อ และคุณแม่มือใหม่ ที่มักจะพบปัญหาลูกมีอาการของโรคตาขี้เกียจ ซึ่งอาการของโรคชนิดนี้ก็คือ การมีปัญหาด้านสายตา เกี่ยวกับเรื่องของการมองเห็นภาพต่างต่างอาจจะไม่ค่อยชัดเจนเท่ากับคนสายตาปกติ  สำหรับโรคชนิดนี้เรามักจะเห็นว่าจะเกิดกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 7 ปี ซึ่งบางครั้งการเป็นโรคตาขี้เกียจนั้น อาจจะเป็นทั้งสองข้าง หรือบางครั้งอาจจะมีอาการแค่เพียงข้างเดียวเท่านั้น 

    หากมองด้วยตาเปล่าอาการของโรคตาขี้เกียจนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับคนเป็นโรคตาเข  เพียงแค่อาการของโรคตาขี้เกียจนั้น จะไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา จะเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้นที่ทำให้เราสามารถมองเห็นได้ บางครั้งเพียงแค่กระพริบตาอาการตาขี้เกียจก็หายไป  และสักพักก็อาจจะกลับมาเป็นใหม่ได้อีกรอบนั่นเอง อย่างไรก็ตามสำหรับโรคนี้นั้นจะเป็นช่วงที่เด็กกำลังมีพัฒนาการทั้งด้านสายตาและการมองเห็น

          สำหรับอาการของโรคนี้อย่างที่กล่าวไปตอนต้นแล้วนั่นเก็คือ การที่เด็กจะมีการมองเห็นของลุกตาในลักษณะที่ลูกตาอาจจะมีการเบนเข้าหากัน หรือบางคนอาจจะเบนออกห่างกันก็ได้  การมองเห็นอาจจะมองเห็นไม่ค่อยชัดเจนมากนัก หรือบางคนหากมีอาการมากอาจจะมีอาการปวดหัวร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตามอาการนี้เรามักจะเห็นว่าเกิดกับเด็กแรกเกิดนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่แล้วจะพบกับเด็กที่มีอายุประมาณ 3-5 ปี

         ถ้าหากผู้ปกครองพบว่าลูกของคุณอาจจะมีอาการคล้ายกับการเป็นโรคตาขี้เกียจแล้วล่ะก็ ควรจะรีบพาไปพบแพทย์ทางด้านสายตาให้ช่วยตรวจสอบและรักษา เพราะอาการนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ ยิ่งรักษาก่อนอายุ 7 ปีจะยิ่งได้ผลเร็วมากที่สุด แต่หากปล่อยเอาไว้ไปรักษาช่วงอายุ 7-9 ปี ความยากในการรักษาให้หายขาดนั้นจะยากยิ่งขึ้นและอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานมากขึ้น แต่ก็ยังคงสามารถรักษาอาการให้หายได้เช่นเดียวกัน 

        สำหรับเด็กที่ป่วยเป็นโรคตาขี้เกียจนี้ สามารถรักษาอย่างต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 17 ปี แต่ถ้าหากเกิดกว่า 17 ปีไปแล้ว จะไม่สามารถรักษาเบื้องต้นได้แล้ว ต้องเข้ารับการผ่าตัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  อย่างไรก็ตามสำหรับการรักษาโรคตาขี้เกียจนี้ทำได้หลายอย่างแต่การรักษาที่ไม่ต้องเสียเงินเลยก็คือ ให้ทำการปิดตาข้างใดข้างหนึ่งเป็นระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อวัน และทำทุกวัน โดยมีการปิดตาสลับข้างกันทุกวัน  ต่อเนื่อง 6  เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผล และช่วงที่ปิดตานั้นต้องให้ตาอีกข้างใช้สายตาให้มากที่สุด ดังนั้นตอนปิดตาควรให้เด็กดูทีวีจะดีที่สุด

 

สนับสนุนโดย    สมัครเว็บหวยฮานอย

นอนกรนแบบนี้อันตราย รีบแก้ไขด่วน

การนอนกรนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุจากปัญหาสุขภาพ เช่น ภูมิแพ้ จมูกตีบ คางเล็ก ลิ้นไก่โต หรือจะเป็นเพราะพฤติกรรมที่ทำให้อ้วน ดื่มแอลกอฮอล์ เหน็ดเหนื่อย และอื่น ๆ  

การจัดหมวดหมู่ของอาการนอนกรนมีทั้งหมด 2 แบบ คือ

  1. การนอนกรนแบบปกติ

มีสาเหตุมาจากการตีบแคบของช่องทางสำหรับหายใจในส่วนเล็ก ๆ โดยไม่ได้ปิดสนิทลงหมด โดยเหตุนี้ยังมีอากาศไหลผ่านไปสู่ร่างกายพวกเราได้ แม้กระนั้นช่องคอที่แคบจะกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการเขย่ากระเทือน กลายเป็นเสียงกรนดังขึ้น ซึ่งอาจจะไม่รุนแรงอะไรนัก แค่ส่งผลเป็นความอารมณ์เสียต่อคนที่นอนร่วมห้องด้วยเพียงแค่นั้น หรือเป็นอย่างมากอาจมีอาการคอแห้งผากตอนตื่นมาได้

  1. การนอนกรนแบบอันตราย

คนที่นอนกรนแบบปกติมีลักษณะอาการรุนแรงขึ้น โดยกล้ามเนื้อในช่องคอมีการหย่อนยานตัวลงมากขึ้น ช่องทางสำหรับหายใจที่เคยตีบแคบเล็กน้อย ก็จะแคบลงมาจนถึงปิดสนิท และก็เมื่อช่องทางสำหรับหายใจปิดสนิท ก็จะไม่มีอากาศไหลผ่านไปสู่ร่างกายพวกเราได้เลย แล้วก็แน่ ๆ ว่า เมื่อไม่มีอากาศไหลผ่าน ก็ไม่มีการกระตุกกระเทือนของกล้ามเนื้อ เป็นต้นเหตุที่ทำให้เสียงกรนจะหายไปตอนขณะนึง ตอนนั้นเองที่มีการหยุดหายใจเกิดขึ้น รวมทั้งเมื่อระดับOxygenในเลือดต่ำลงถึงระดับหนึ่งจากการหยุดหายใจ ร่างกายจะมีการสนองตอบสภาวะนี้ด้วยการที่การนอนของผู้ที่กรนนั้นจะถูกกีดกั้นทำให้ตื่น

โดยจะมีลักษณะอาการเสมือนผวา หรืออาการราวกับสำลักน้ำลายตัวเอง และจากนั้นก็กลับมาเริ่มกรนใหม่ นอกเหนือจากการที่จะก่อให้เกิดผลเสียต่อคนที่อยู่รอบข้างแล้ว หากไม่รักษาอาจมีอาการอยากนอนหรือเผลอหลับในตอนกลางวัน ทำให้เรียนหรือดำเนินงานได้ไม่เต็มกำลัง อันตรายหากนอนในขณะขับขี่รถบางทีอาจเกิดอุบัติเหตุในถนนได้ นอกจากจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่น ๆ ได้ อาทิเช่น โรคความดันเลือดสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายกะทันหันจากการขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ 

 

จะรักษาอย่างไร

สำหรับผู้ที่มีอาการในระดับที่ไม่รุนแรง การลดน้ำหนัก บริหารร่างกาย  งดดื่มแอลกอฮอล์ หรือเลิกสูบบุหรี่ก็สามารถช่วยได้ หรือ การใส่ฟันยาง ซึ่งเป็นกรรมวิธีการรักษานี้บางทีก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีในคนที่เริ่มมีอาการ มันจะช่วยเปิดช่องการหายใจส่วนต้นให้กว้างขึ้น เพราะขากรรไกรด้านล่างรวมถึงล้นจะยื่นมาด้านหน้าขณะสวมใส่ฟันยาง แต่ทั้งนี้การสวมใส่ฟันยางจะไม่ช่วยในผู้ที่มีอาการมานานหรือระดับรุนแรง

ถ้าเกิดคนป่วยมีภาวการณ์ดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วในระดับอันตรายปานกลางถึงมาก จำต้องได้รับการดูแลรักษาด้วยแนวทางอื่นเพิ่มเติมอีก ดังเช่น การผ่าตัดเยื่อคอ ขากรรไกร ลิ้น หรือลิ้นไก่ เพื่อช่วยเปิดช่องหายใจให้กว้างขึ้น การใช้งานเครื่องCPAPเป่าลมสำหรับเพื่อการรักษาภาวการณ์หยุดหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งถือได้ว่าแนวทางที่เยี่ยมสุดในตอนนี้ โดยจะเป่าลมผ่านทางสายยาง ไปยังจมูกของผู้ที่มีอาการนอนกรน เพื่อช่วยเปิดขยายทางหายใจส่วนต้นไม่ให้ตีบในตอนที่พวกเรานอน 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    หวยฮานอยพารวย

การเงิน ติดโควิด19 

ในปัจจุบันนี้ เชื่อเหลือเกินว่าคงมีหลายคงที่มีปัญหาเรื่องการเงิน จากผลกระทบหลายๆอย่างที่มาจากโรคระบาดโควิด19 ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อการดำรงชีพ หรือการทำงาน แต่ที่หนักที่สุดคงจะเป็นผลการะทบของเรื่องการเงินเป็นหลัก ซึ่งคงจะทำให้หลายๆคนกังวลว่าจะฝ่าวิกฤตินี้ไปกันได้วอย่างไรดี ซึ่งสิ่งสำคัญในตอนนี้คงต้องตรวจสุขภาพการเงินตัวเองให้ดี ถึงจะวางแผนกันต่อไปได้ ส่วนวิธีการตรวจนั้นก็คือ

ในส่วนของรายรับ เราต้องมาประเมินกันก่อนว่าในแต่ละเดือนนั้น รายได้ของเรานั้นมีผลกระทบเป็นอย่างไรและจะกระทบต่อไปอีกกี่เดือน เช่น รายรับที่จะได้มาจากระยะสั้นๆ เช่นขายของออนไลน์ หรือรายรับที่ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นรายรับจากเงินเดือนที่องค์กรไม่มีผลกระทบ หรือรายรับที่ลดลงจากสภาพเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มพวกเจ้าของธุรกิจ หรือ ไม่มีรายรับ เช่นทำงานในสายท่องเที่ยว หรือพนักงานชั่วคราว

ในส่วนของรายจ่าย ให้ลองแบ่งรายจ่ายออกมา เป็น รายจ่ายจำเป็นเพื่อการดำรงชีพ และรายจ่ายที่เป็นภาระจำเป็นต้องจ่าย ส่วนรายจ่ายที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกไป หรือลดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในวิกฤติแบบนี้ ซึ่งในส่วนรายจ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ค่าดูแลครอบครัว พวกนี้ถือว่าเป็นรายจ่ายในการดำรงชีพ และรายจ่ายที่เป็นภาระ เช่นพวกค่าผ่อนหนี้สินต่างๆที่เราได้ก่อไว้ ซึ่งโดยตามหลักการวางแผนการเงินของมนุษย์เรานั้น เราไม่ควรมีค่าผ่อนหนี้เกิน 35% ของรายได้ทั้งหมด

จากนั้นให้นำรายรับลบรายจ่าย เพื่อหากระแสเงินสดคงเหลือในแต่ละเดือน ว่าเราจะเหลือเงินเท่าไหร่ ซึ่งถ้ากระแสเงินสดเราติดลบ เราควรจะวางแผนไว้ล่วงหน้าได้เลย เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาหนี้สินได้ถูก

อีกอย่างควรจะสำรวจ ทรัพย์สิน และหนี้สิน ที่มี พร้อมทั้งประเมินเป็นมูลค่าการตลาดในปัจจุบัน โดยแบ่งเกณฑ์ดังนี้

สินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น บัญชีเงินฝาก ซึ่งตามหลักการสินทรัพย์สภาพคล่องที่ดีหากเมื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดแล้วมูลค่าเงินต้นต้องไม่หายไป โดยตรงจุดนี้เตรียมไว้สำหรับรายจ่ายในอนาคตข้างหน้า เผื่อสัก 3-6 เดือน 

สินทรัพย์ที่ลงทุน ไว้ เช่น พวกกองทุน หรือหุ้น และที่ดิน

ส่วนหนี้สินก็ต้องแบ่งเป็น หนี้สินระยะสั้น เช่นหนี้บัตรเครดิต และหนี้สินระยะยาว คือหนี้ซื้อบ้าน หนี้รถยนต์  โดยต้องสรุปออกมาเพื่อเตรียมไว้สำหรับที่จะต้องกันเงินไว้ชำระหนี้ หรือหากไม่ได้จะได้เตรียมที่จะเจรจา

สุดท้าย ประเมินทั้งหมด ว่ากระแสเงินสดยังคงเหลือหรือไม่ ถ้าหากยังติดลบ และสินทรัพย์สภาพคล่องที่มีเก็บไว้ไม่เพียงพอกับเงินที่ขาดหายไป แสดงว่าการเงินของเราอยู่ในภาวะเสี่ยง ต่อความอยู่รอดในวิกฤตินี้กันแล้ว

 

สนับสนุนโดย    หวยฮานอยซื้อยังไง

ลูกค้าไทยไลอ้อนแอร์ ตกเงินเพิ่มอีก 248 คน

    เกี่ยวกับปัญหาการลดจำนวนพนักงานของบริษัทต่างๆ ตั้งแต่ตั้งปีที่ผ่านมา มีหลายบริษัทที่ต้องลดจำนวนคนงานลง เพื่อที่จะสามารถประคับประคองบริษัทให้อยู่รอดได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังทรุดอยู่แบบนี้ หลายบริษัทมีการพยายามยื้อเอาไว้เพื่อช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ด้วยการแบ่งงานกันทำ สลับวันทำงานกัน

และการลดเงินเดือนลงมา แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถที่จะกลับมากู้สถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังแย่ อย่างในตอนนี้เอาไว้ได้และถึงแม้ รัฐบาลจะออกมาช่วยเหลือกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เราก็รู้กันดีว่า จะมีเพียงแค่บริษัทและบางธุรกิจเพียงเท่านั้นที่สามารถทำให้ธุรกิจดีขึ้นได้ แต่ยังมีอีกหลายบริษัทและอีกหลายธุรกิจที่ต้องรออีกเป็นปี กว่าจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้นั่นเอง 

        สำหรับธุรกิจเกี่ยวกับการบิน ตอนนี้ต้องบอกเลยว่า อยู่ในขั้นวิกฤตหนักมากเพราะถึงแม้ตอนนี้รัฐบาลจะอนุญาติให้มีการบินได้แล้วแต่ก็เป็นเพียงการบินรับส่งลูกค้าในประเทศอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งอาจจะมีรายได้เข้ามาบ้างแต่ไม่ได้มากพออย่างเมื่อก่อน เพราะยอดเงินที่สร้างกำไรให้กับบริษัทที่ทำเกี่ยวกับสายการบินนั้น เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าเป็นการเป็นระหว่างประเทศ

สำหรับการบินในไทยนั้น ราคาค่าโดยสารที่ถูก และคนยังมีช่องทางในการเดินทางหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการขับรถยนต์ไปเอง หรือนั่งรถโดยสารไป ดังนั้นการเดินทางของคนในประเทศจึงไม่ได้เป็นการพึ่งเฉพาะการนั่งเครื่องบินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

    ข่าวล่าสุดในตอนนี้บริษัทไทยไลออนแอร์ ได้มีการประกาศออกมาเกี่ยวกับการลดจำนวนพนักงานลง เพราะไม่สามารถที่จะสู้กับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่ต้องแบกรับเอาไว้ไม่ไหวแล้วนั้นเอง ตอนนี้ทางสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ได้ประกาศลดพนักงานลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 248 คน จากที่เคยลดจำนวนพนักงานไปก่อนหน้านั้น  ซึ่งช่วงเดือนก่อนหน้าที่ผ่านมาก็ลดไปแล้ว 228 คน  และยังมีการเลิกจ้างนักบินไปอีก 20 คน ด้วยกัน สำหรับบริษัทไทยไลอ้อนแอร์นั้น ตอนนี้มีการเปิดเส้นทางสำหรับบินภายในประเทศอยู่ที่ 12 เส้นทางเพียงเท่านั้น

เพราะเส้นทางส่วนใหญ่จะเป็นการบินระหว่างประเทศที่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้นั่นเอง และนี่คือสาเหตุหลักว่าทำไมตอนนี้แม้รัฐบาลจะออกมาบอกว่าให้ทุกคนหันมาดำเนินธุรกิจกันได้แล้ว เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีหลายบริษัทที่ยังขาดทุนและต้องปิดตัวลงรวมถึงลดคนงานลง นั่นก็เพราะว่าการทำธุรกิจแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน ในตอนนี้หากธุรกิจไหนที่ต้องเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ เป็นอันต้องขาดทุน หรือแทบจะปิดกิจการเกือบธุรกิจเลยทีเดียว ซึ่งคงต้องรอให้มีการเปิดการบินข้ามประเทศได้นั่นเอง ปัญหาการเงินของบริษัทการบินถึงจะดีขึ้น

 

 

สนับสนุนโดย  หาเงินจากหวยหุ้น

โรคร้ายที่มาพร้อมควันบุหรี่

เคยสงสัยกันไหมว่าทำไม วัยรุ่นส่วนใหญ่จึงชอบดูดบุหรี่กัน ก็เพราะการดูดบุหรี่นั้นสายทำให้เราบรรเทาความเครียดที่เกิดขึ้นในแต่ละวันได้ อีกทั้งยังทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย เพราะในบุหรี่นั้นจะมีสารตัวหนึ่งที่เรียกว่า นิโคติน ซึ่งสารตัวนี้หากร่างกายของเราได้รับเขาไปแล้วจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย โดยข้อดีของการดูดบุหรี่นั้นก็มีมากมายไม่แพ้ข้อเสียเลยก็ว่าได้

แต่สมัยนี้เชื่อว่าหลายคนคงมองข้ามภัยอันตรายที่อาจมาพร้อมควันบุหรี่ ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่เพียงแต่เป็นตัวเราเองเท่านั้น ยังมีควรอบข้างอีกมากมายที่อาจได้รับผลกระทบจากการควันบุหรี่ที่เราดูดกันอยู่บ่อยๆ ผู้ที่ดูดบุหรี่เป็นประจำส่วนใหญ่แล้วมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ง่าย เผลอๆอาจทำให้เสียชีวิตจากการดูดบุหรี่เลยก็ได้

ดังนั้นแล้ว ถึงแม้ว่าการดูดบุหรี่จะมีข้อดีอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับผลเสียที่อาจตามมาทีหลังด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม วันนี้เราจะมายกตัวอย่างความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการดูดบุหรี่ จะมีโรคอะไรบ้าง จะร้ายแรงมาแค่ไหน วันนี้เรามีคำตอบ

โรคหัวใจ ส่วนใหญ่จะพบว่าคนที่สูบบุหรี่ และได้รับควันบุหรี่เป็นประจำ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งปกติแล้วคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะรู้สึกแน่นตรงหน้าอก และรู้สึกอึดอัดได้ง่าย ดังนั้น ภัยอันตรายที่มาพร้อมกับควันบุหรี่ ถือว่าร้ายแรงเป็นอย่างมาก หากใครที่ไม่อยากเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้าย ควรที่จะหลีกเลี่ยงการดูดบุหรี่ หรือหากใครที่ขาดไม่ได้ หรือมีความจำเป็น ก็ควรสูบในปริมาณที่พอเหมาะ 

โรคหลอดเลือดตีบ พบว่าคนที่ได้รับควันบุหรี่ หรือสูดควันบุหรี่เข้าไปในร่างกายเป็นจำนวนมาก จะช่วยเข้าไปเพิ่มการเกิดโรคหลอดเลือดตีบได้เร็วขึ้น และอาจมีอาการข้างเคียงคือ การเป็นอัมพาต บางรายอาจมีอาการร้ายแรงจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตลงได้ ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด หากเห็นใครที่กำลังดูดบุหรี่อยู่ ก็ควรที่จะอยู่ห่างเพื่อป้องกันตนเองไม่ให้สูดดมควันบุหรี่เยอะเกินไปจนเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายขึ้น

โรคถุงลมปอดโป่งพอง รู้หรือไม่ว่า ควันบุหรี่อันตรายมากแค่ไหน ควันบุหรี่สามารถเข้าไปทำลายเยื่อบุภายในหลอดลม ที่มีหน้าที่ในการฟอกเลือดในปอด และเมื่อไหร่ที่ร่างกายของเรามีเยื่อบุหลอดลมที่หนาขึ้น หลอดลมก็จะตีบลงและทำให้การหายใจนั้นลำบากมากกว่าเดิม จึงส่งผลให้เกิดเป็นโรคถุงหลอดลมโป่งพองขึ้นนั่งเอง ดังนั้นแล้ว หากไม่อยากป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ ควรหลีกเลี่ยงการดูดบุหรี่ หรือถ้าเลิกได้ก็ควรเลิก เพื่อสุขภาพร่างกายที่ของตัวคุณเอง

 

สนับสนุนโดย    หวยลาวจ่ายบาทละเท่าไร

เงินกู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จากธนาคาร ธ.ก.ส. 

         ประเทศไทยเรียกได้ว่า ความวัวยังไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรกเนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ประเทศไทยประสบปัญหาปัญหาเศรษฐกิจสาเหตุนั้นมาจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าซึ่งตอนนี้ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขในประเทศไทยตอนนี้ก็ต้องมาเจอกับปัญหาน้ำท่วมซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ซ้ำเข้ามาอีกครั้งหนึ่งและผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในขณะนี้ก็คือกลุ่มชาวเกษตรกรเนื่องจากว่าพืชผลไม่นานทางการเกษตรที่มีการลงทุนเอาไว้และกำลังจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกมาขายได้นั้น

ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากจากเหตุการณ์น้ำท่วม  จากที่เสียหายตอนไวรัสโควิดระบาด กำลัง ได้รับเงินเยียวยาช่วยเหลือเพื่อที่จะกลับมาฟื้นฟูได้ในเร็ววัน กลับต้องมามีปัญหาใหญ่อีกรอบเพราะพายุเข้าแล้วทำให้เกิดน้ำท่วม  ทำให้พี่น้องชาวเกษตรกรหลายคน ต่างก็หมดกำลังใจที่่จะลงทุนลงแรง เพราะทำไปก็สูญเปล่า  และเชือ่ว่าตอนนี้หลายบ้านเงินลงทุนคงจะหมดแล้ว เพราะตอนที่มีการระบาดของไวรัสโควิดก็เอาเงินที่มีอยู่ออกมาใช้จ่ายกันแล้ว ดังนั้น เมื่อมาเจอน้ำท่วมอีกรอบ ชาวบ้านคงไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาลงทุนอย่างแน่นอน  และหากปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้แน่

       ดังนั้น ธนาคาร ธ.ก.ส.  จึ่งได้มีแผนการที่จะออกมาช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้  โดยมีการเปิดให้ชาวบ้านเข้าไปยื่นเรื่องขอทำการกู้ยืมเงินกับทางธนาคารได้ ซึ่งจะปล่อยให้กู้ในอัตราดอกเบี้ย ศูนย์เปอร์เซ็นได้นานถึง หกเดือนด้วยกัน ทั้งนี้จะมีการจำนวนวงเงินกู้ให้รายละ ไม่เกิน ห้าหมื่นบาทเท่านั้น เพราะทางธนาคารอยากช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนแต่หากใครที่กู้เงินไปแล้ว ไม่สามารถใช้หนี้ได้ภายใน 6 เดือนก็ยังสามารถผ่อนต่อได้แต่ต้องเสียดอกเบี้ยเท่านั้นเอง ซึ่งมีแผนการเรียกเก็บค่าดอกเบี้ย เอาไว้ร้อยละ หกจุดห้า ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบ MRR

        และในขณะนี้ทางด้าน  ธ.ก.ส. เองก็ได้ออกเยี่ยมกลุ่มลูกค้าของตนเองงที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ยังเอาถุงยังชีพที่มีข้าวสาร อาหารแห้งออกไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านอีกด้วย  และหากครอบครัวไหนที่มีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมก็จะได้เงินช่วยเหลือจากทางธนาคาร  ธ.ก.ส.  จำนวน สองหมื่นบาทต่อครอบครัว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ เราสามารถหาดูได้จากเฟสบุ๊ ของ ข่าวสารของกระทรวงการคลังที่มีการนำเรื่องราวมาโพสต์เอาไว้ เพื่อให้ประชาชนได้ทราบว่า ทางรัฐบาลได้ดูแลประชาชนอย่างไรบ้าง เป็นการบอกกลายๆว่า รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งประชาชน ยังคงออกมาช่วยเหลืออยู่ นั่นเอง 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยจับยี่กีรวย

อาการมะเร็งปอด

มะเร็งปอด คือ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งมันมีการเจริญเติบโตขึ้นมาที่มีทั้งเนื้อดี เนื้อร้าย เนื้อดีก็ต้องได้รับการผ่าตัดก็ได้ ไม่ผ่าออกก็ได้ แต่เนื้อร้ายที่จะเรียกกันว่ามะเร็ง เมื่อเป็นแล้วเราจะต้องเข้ารับการรักษาทันที 

สาเหตุของมะเร็งปอด

สาเหตุสำคัญ ของการเป็นมะเร็งปอดเลยคือการสูบบุหรี่ เพราะในบุหรี่มีสารกอให้เกิดมะเร็งมากมาย และยังสามารถทำให้เกิดเป็นมะเร็งอย่างอื่นได้อีกไม่ว่ามะเร็งในหลอดอาหาร มะเร็งในช่องปาก นอกจากบุหรี่ยังมีพวกซิการ์ ยาเส้นหรือกัญชาผสมบุหรี่ก็ยังมีสารการก่อให้เป็นมะเร็งปอดได้ง่ายอีกด้วย และเมื่อเราได้สูบดมเข้าไปในร่างกายในปริมาณที่มากร่างกายก็จะซ่อมแซมไม่ทัน สารเหล่านี้ก็ไปสะสมจนกลายเป็นก้อนเนื้อในบริเวณปอดได้ แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ด้วยตัวเอง แค่รับควันจากคนรอบข้างก็มีสิทธิที่จะเป็นไปด้วย

การป้องกัน

การป้องกันคือเราควรหลีกเลี่ยงออกจากควันของผู้ที่สูบบุหรี่ และผู้ที่สูบบุหรี่ก็ควรมีความเกรงใจแก่คนรอบข้างด้วย การอยู่ในที่สาธารณะจึงไม่ควรที่จะสูบบุหรี่ และเราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และควรออกกำลังกายอย่างส่ำเสมอป้องกันตัวเองจากสารก่อมะเร็ง นอกจากบุหรี่แล้วมลภาวะ ก็มีส่วนด้วยอีกเช่นกัน ก่อนออกจากบ้านก็ควรสวมหน้ากากอนามัยด้วย

โรคแทรกซ้อนของผู้ป่วยมะเร็ง

ผู้ป่วยมะเร็งควรระวังการเกิดโรคแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นด้วย อย่างการหายใจสั้นเนื่องจากก้อนเนื้อของมะเร็งได้ขยายตัวใหญ่ขึ้น จึงทำให้มีภาวะน้ำท่วมเยื่อหุ้มปอดจึงเกิดการหายใจไม่สะดวก และเมื่อผู้ป่วยมะเร็งอยู่ในระยะลุกลาม มะเร็งก็จะทำการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปในอวัยวะอื่นของร่างกาย

อาการมะเร็งปอด

เราสามารถสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดในร่างกายเราได้ เพราะการเป็นมะเร็งปอดไม่สามารถบอกอาการได้ทันที แต่จะมีการบอกอาการเมื่อก้อนเนื้อของมะเร็งปอดเริ่มใหญ่ขึ้นเริ่มสังเกตว่ามีอาการเหล่านี้หรือเปล่า มีอาการเจ็บหน้า ไอออกมาเป็นเลือด หรือมีอาการไอเป็นเวลานานหรือไอเรื้อรัง เวลาหายใจมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก ปวดหรือเจ็บเวลาที่หายใจหรือเมื่อไอออกมา และมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลดไม่มีสาเหตุ ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การสูบบุหรี่เป็นภัยกับชีวิต เป็นพิษต่อสังคมจริงๆ ผู้ที่สูบบุหรี่ก็ควรจะรักชีวิตของตัวเอง และหันมาสนใจคนรอบข้างบางว่าจะได้รับผลกระทบกับการกระทำของตนเองหรือเปล่า การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ มันจะทำให้คนรอบข้างเกิดอันตรายไปด้วย อยากให้กฎหมายไทยปรับหรือจับคนที่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะอย่างจริงจังเสียที

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวย

ดื่มน้ำอย่างไรให้ดีต่อร่างกาย

สมัยนี้การดื่มน้ำ ถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะน้ำถือเป็นพลังงานที่ช่วยเข้าไปกระตุ้นให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ของน้ำ คือเป็นการนำอาหาร ออกซิเจนเข้าไปสู่ร่างกาย ละลายเกลือแร่ ขับของเสียออกจากร่างกายผ่านทางไต และที่สำคัญเลยก็คือ น้ำจะช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่ และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกาย

ดังนั้น น้ำจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกาย เราจึงจำเป็นที่จะต้องดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกาย โดยส่วนใหญ่แล้วคนเราจำเป็นที่จะต้องดื่มน้ำให้ครบวันละ 8 แก้วจึงจะเพียงพอต่อร่างกาย แต่เชื่อว่าหลาย ๆ คงดื่มกันไม่ถึงอย่างแน่นอน รู้หรือไม่ว่าการที่เราดื่มน้ำน้อย หรือดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อร่างกาย อาจส่งผลเสียต่อร่างกายจองเราเป็นอย่างมาก ซึ่งจะสังเกตได้เลยว่าผู้ที่ดื่มน้ำน้อย ผิวจะดูแห้ง ปากเป็นร้อนใน หรืออาจจะรู้สึก อ่อนเพลียได้ง่าย ดังนั้น หันมาดื่มน้ำกันเยอะ ๆ เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีกันเถอะ

วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณนั้นดื่มน้ำอย่างไรให้ดีต่อร่างกาย วิธีง่ายที่เราไม่ต้องกดดันตัวเองแม้แต่นิดเดียว จะมีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย

ดื่มน้ำอุ่น หรือ ดื่มน้ำเย็น เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะชื่นชอบการดื่มน้ำเย็นการอยู่แล้ว เพราะน้ำเย็นจะทำให้เรานั้นรู้สึกสดชื่นได้มากกว่า แต่รู้หรือไม่ว่าการที่เราดื่มน้ำเย็นเป็นประจำจะทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ถ้าหากเป็นไปได้ควรดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำที่มีอุณหภูมิห้อง เพื่อปรับความสมดุลของร่างกาย และสุขภาพที่ดีต่อร่างกายด้วย

ช่วงเวลาดื่มน้ำ การที่เราจะดื่มน้ำให้ดีต่อสุขภาพเราจำเป็นที่จะต้องมีช่วงเวลาในการดื่มน้ำที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากปริมาณของการดื่มน้ำแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายให้ดีก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ยิ่งถ้าเรามีช่วงเวลาที่เหมะสมในการดื่มน้ำก็จะยิ่งทำให้ร่างกายมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น เช่น หลังจากตื่นนอนควรดื่มน้ำ 1 แก้ว เพื่อกระตุ้นการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ก่อนมื้ออาหาร 1 แก้ว จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น หลังมื้ออาหาร 1 แก้ว จะช่วยให้ร่างกายของเรานั้นดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น และก่อนเข้านอน 1 แก้ว จะช่วยทดแทนของเหลวที่เสียไปตอนกลางคืนได้

ดื่มน้ำวันละเท่าไหร่ โดยปกติแล้วในทุก ๆ วันเราจำเป็นที่จะต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำผ่านการปัสสาวะ เหงื่อ หรืออื่น ๆ ดังนั้นการดื่มน้ำเยอะ ๆ จะช่วยทดแทนในส่วนต่าง ๆ ในร่างกายที่เสียไป และยิ่งถ้าเราดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกายก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่หากเราดื่มน้ำน้อยเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ฉะนั้น หากอยากมีสุขภาพร่างกายที่ดี ก็ควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกาย 

 

 

สนับสนุนโดย.  แทงหวย