คุณรู้จักกับอาหารเสริมบำรุงตับดีแค่ไหน

ตับของคุณมีอาการบวมแปลกๆ เสี่ยงต่อโรคตับอ้วน

ตับบวม หรือ ไขมันพอกตับ ไขมันแทรกตับ ไขมันเกาะตับ หรือศัพท์อะไรตามแต่ที่ทำให้เรารับรู้ได้ว่า ปริมาณไขมันในร่างกายมีมากจนไปเกาะอยู่ที่บริเวณตับ ถ้าไม่ป้องกันด้วยการทาน อาหารเสริมบำรุงตับ หรือรักษาให้ดีดี สุดท้ายอาจทำให้เป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ ถึงขั้นนั้นอาจจะทำให้เสียชีวิตได้

ตับ เกิดจาก เซลล์เล็ก ๆ รวมกันมากกว่า 3ล้านล้านเซลล์ และภายในเต็มไปด้วยเอนไซม์ชนิดต่าง ๆที่ถูกผลิตมาจากอวัยวะภายในมากกว่า 2000ชนิด มีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1.5 กิโลกรัม โดยปกติตับของคนเราจะมีสีน้ำตาลแกมแดง

เซลล์ไขมันพอกตับนั้นอาจะเกิดจากไขมัน มาเกาะอยู่ที่บริเวณตับมากเกินไป โดยที่ปกติคนเราจะอยู่ที่ 3-5% เท่านั้น หากมีปริมาณสูงถึง 10% หรือมากกว่า ตับจะอยู่ในอันตราย มีภาวะไขมันสะสมในตับมากเกินไป ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยไขมันอาจจะอุดท่อลำเลียง ท่อส่ง หรือเกาะบริเวณเซลล์ของตับ จากสถิติการทดลองตรวจสุขภาพตับของ 10 คนจะมีค่าของไขมันเกาะที่ตับมากกว่าปกติถึง 4 คน และคนที่เป็นโรคเบาหวานหรือคนอ้วนจะมีโอกาสเป็นไขมันพอกตับมากกว่าคนปกติ และร้อยละ 50 จะไม่แสดงอาการออกมาให้เห็น

 

กลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในกลุ่มไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน โรคเบาหวาน ผู้คนเหล่านี้มีภาวะไขมันพอกตับร้อยละ 90 ในจำนวนร้อยละ 20 จะมีอาการตับอักเสบร่วมด้วย และร้อยละ 10 จะเป็นโรคตับแข็ง

ระยะของไขมันพอกตับมี 4 ระยะด้วยกันทั้งหมดดังนี้

ระยะที่ 1 เป็นระยะไขมันเกาะตัวอยู่ในเนื้อตับ ไม่ส่งผลใด ๆ ไม่มีอาการอักเสบหรือพังผืดเกิดขึ้นในตับ

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่เริ่มมีอาการอักเสบของตับ หากไม่ควบคุมดูแลดีดี ปล่อยให้อักเสบเรื่อยๆ อาจเกิดเป็นตับอักเสบเรื้อรัง

ระยะที่ 3 เป็นระยะอักเสบรุนแรง ก่อให้เกิดพังผืด เซลล์ต่างๆเริ่มถูกทำลาย

ระยะที่ 4 เซลล์ตัวถูกทำลายมาก ตับอาจไม่ทำงานตามปกติ ส่งผลให้เป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ในที่สุด

ออกกำลังกายต้องมีลิมิต สัญญาณอันตรายให้หยุด

ยุคที่ทุกคนต้องหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพและออกกำลังกายกันมากขึ้น สิ่งที่ควรทำควบคู่กัน คือ การสังเกตตัวเองและเลือกประเภทกีฬาให้เหมาะสมกับอายุ น้ำหนัก และยิ่งมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย เพราะเมื่อเกิดอาการบาดเจ็บ บางอาการสามารถดูและรักษาได้ด้วยตนเอง หากมีอาการผิดปกติและสัญญาณบางประการที่เราควรรีบพบแพทย์

1. หน้าซีด หายใจไม่คงที่

ลักษณะอาการ : ชีพจรเต้นเร็ว หายใจถี่ มือเท้าเย็น รู้สึกเหมือนจะไม่ได้สติ บางรายอาจจะมีอาการเพ้อ มีอาการเซื่องซึมหรือกระวนกระวาย มีปัญหาด้านความจำและการคิด จดจำสิ่งต่าง ๆ ได้น้อยกว่าปกติ

สาเหตุ: อาจจะเกิดจากการขาดออกซิเจนของสมอง ขาดน้ำ ระบบเมตาบอลิซึมในร่างกายไม่สมดุล มีความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมนเป็นไข้ หรือติดเชื้อเฉียบพลัน นอนหลับไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาสุขภาพจิต

2. กระดูกผิดรูป ข้อเคลื่อนหลุด หรือขยับบริเวณกระดูกหรือข้อต่อรู้สึกผิดปกติ

ลักษณะอาการ : รู้สึกปวดบริเวณกระดูกหรือข้อหลังจากอุบัติเหตุ มีอาการบวม ฟกช้ำ หรือผิดรูป เช่น ข้อศอก ข้อนิ้วมือเบี้ยวผิดปกติ ไม่สามารถเคลื่อนไหวกระดูกหรือข้อต่อนั้นได้หรือยืนลงน้ำหนักไม่ได้

สาเหตุ : ล้ม ถูกกระแทก ได้รับบาดเจ็บของกระดูกและข้อต่อลั่น เช่น ข้อเคล็ด ข้อเคลื่อน หรือกระดูกหัก ซึ่งความรุนแรงขึ้นอยู่กับลักษณะอาการบาดเจ็บ

3. ใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจติดขัดเหนื่อยหอบ

ลักษณะอาการ : รู้สึกเหนื่อยง่ายหรือมากกว่าปกติ อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หายใจไม่อิ่ม อาจจะรู้สึกใจสั่นหรือเจ็บหน้าอก

สาเหตุ : อาจเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

4. อาการอ่อนแรง กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนปกติ หรือปวดเกร็ง

ลักษณะอาการ : เกร็งหรือกระตุกกล้ามเนื้อ ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อให้เคลื่อนไหวหรือ ทำงานได้ตามปกติ ตัวอย่างอาการแขนขาอ่อนแรง เช่น ยกแขนไม่ขึ้น ขยับแขนไม่ได้ตามปกติ ไม่สามารถลุกนั่ง ยืนหรือเดินได้ ซึ่งอาการเกิดขึ้นหลังจากการออกกำลังกาย

สาเหตุ : อาจเป็นอาการบ่งชี้ของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงบางชนิด หรือ ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) หรือเกิดความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสมอง เช่น เส้นเลือดสมองฝ่อหรือแตก โรคไขสันหลัง กระดูกต้นคอ และเส้นประสาทต่าง ๆ ที่ควบคุมกล้ามเนื้อ

5. มีความปวดเรื้อรังหรือมีอาการแย่ลง

ลักษณะอาการ : มีอาการปวดหลังจากได้รับบาดเจ็บมาสักระยะหนึ่ง ทั้งที่ได้รับหรือไม่ได้รับการรักษา มีอาการเป็นซ้ำหรือรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำกิจกรรมแบบเดิม เช่น เจ็บข้อเท้าขณะวิ่ง เมื่อหยุดวิ่งก็หาย และมีอาการเมื่อกลับมาวิ่งอีก เป็นต้น

สาเหตุ : อาจเกิดจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับการดูแลไม่ถูกต้องเหมาะสม หรือมีการบาดเจ็บที่ยังไม่ได้รับการรักษา จำเป็นต้องได้รับการตรวจและวินิจฉัย รวมถึงการรักษาที่ถูกวิธี

ก่อนที่จะออกกำลังกายควรให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมของร่างกาย อย่าฝืนออกกำลังกายให้มากเกินกำลังของตนเอง

โรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคเอดส์
มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome มีชื่อโดยย่อว่า AIDS = เอดส์

โรคเอดส์ คือ โรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องจนไม่สามารถต่อสู้เชื้อโรค หรือสิ่งแปลก

ปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่ายกว่าคนปกติ

ขณะนี้โรคเอดส์กำลังระบาดในทวีปอเมริกา ยุโรป อาฟริกา แคนนาดา โรคนี้ได้ติดต่อมาถึงบาง

ประเทศในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย

โรคเอดส์เกิดจากอะไร

โรคเอดส์เกิดจากเชื้อไวรัส มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Human Immunodeficiency Virus (HIV)

โรคเอดส์เป็นกับใครบ้าง

โรคเอดส์ส่วนใหญ่ที่พบในประเทศไทย มักเกิดในพวกรักร่วมเพศ ชายที่เปลี่ยนคู่บ่อย ๆ ปัจจุบันพบ

ว่าเกิดในพวกรักต่างเพศได้ โดยเฉพาะในเพศชายที่ชอบเที่ยวโสเภณี

โรคเอดส์ติดต่อกันได้อย่างไร

โรคเอดส์ติดต่อกันได้หลายทาง แต่ที่สำคัญ และพบบ่อย ได้แก่

  • การร่วมเพศกับผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือมีเชื้อโรคเอดส์
  • การรับถ่ายเลือดจากผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือมีเชื้อโรคเอดส์
  • การใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด หรือร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์
  • จากแม่ที่ตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคเอดส์ ติดต่อไปถึงลูกที่อยู่ในครรภ์
  • โรค เอดส์ไม่ติดต่อโดยการเล่นด้วยกัน รับประทานอาหารร่วมกัน เรียนร่วมกัน ไปเที่ยวด้วยกัน หรือ อยู่ในครัวเรือนเดียวกัน หากไม่มีความเกี่ยวข้องทางเพศ

อาการของโรค

หลัง จากได้รับเชื้อโรคเอดส์เข้าไปในร่างกายแล้ว จะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 เดือน จึงตรวจพบ

เลือดบวกต่อโรคเอดส์ ผู้ที่ติดเชื้อไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกคน ระยะฟักตัวก่อนมีอาการแตกต่างกัน

มากจาก 2-3 เดือน ถึง 5-6 ปี ประมาณกันว่า 25-30% ของผู้ที่ติดเชื้อจะแสดงอาการภายใน 5 ปี อีก

70% จะไม่มีอาการ แต่จะเป็นพาหะของโรค และแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้

อาการที่พบในผู้ป่วยโรคเอดส์

  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • มีไข้นานเป็นเดือน ๆ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ท้องเดินเรื้อรังจากโรคพยาธิ
  • มีแผลในปาก และตามผิวหนัง
  • มีอาการทางสมอง เช่น ชัก อัมพาต
  • โรคติดเชื้อต่าง ๆ โดยเฉพาะปอดบวมจากพยาธิ เชื้อรา วัณโรค ฯลฯ
  • มะเร็งของต่อมน้ำเหลือง เม็ดเลือด และสมอง ฯลฯ

การวินิจฉัย

โรค เอดส์วินิจฉัยได้จากอาการข้างต้น ประกอบกับการตรวจเลือดบวกต่อโรคเอดส์ วิธีการตรวจเลือด

มี 2 วิธี วิธีแรกเรียกว่า Elisa ถ้าพบว่าเลือดบวก จะตรวจยืนยันโดยวิธี Western Blot การตรวจเลือด

นี้ไม่จำเป็นต้องทำในคนทั่วไป แต่ควรตรวจในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคนี้สูง ซึ่งได้แก่พวก

รักร่วมเพศ ผู้หญิง และชายบริการ ผู้ที่ได้รับการถ่ายเลือดบ่อย ๆ ผู้ติดยาทางเส้นเลือด

การรักษา

ปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ การรักษาจึงเป็นการรักษาโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่

แทรกซ้อนซึ่งไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะผู้ป่วยขาดภูมิต้านทาน และมักเสียชีวิตเนื่องจากโรคติดเชื้อ

การป้องกัน

ไม่ สำส่อนทางเพศ ควรสมถุงยางอนามัยเวลาร่วมเพศกับคนแปลกหน้า พยายามอย่าเปลี่ยนคู่
นอนในหมู่รักร่วมเพศ อย่าร่วมเพศกับผู้ป่วย หรือสงสัยว่าเป็นโรคเอดส์

ก่อนรับการถ่ายเลือด ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้บริจาคเลือดไม่มีเชื้อโรคเอดส์

อย่าใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด หรือร่วมกับผู้ติดยาเสพติด

ต้นหอมกับประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ

ต้นหอม (Scallion) ที่เพื่อนๆ น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่อย่าพึ่งกดปิดหน้าบทความนี้กันนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคุณผู้อ่านที่ไม่ถูกปากกับรสชาติ และกลิ่นของต้นหอม ทำให้ต้องเขี่ยทิ้งทุกครั้งไป เพราะถึงแม้จะเป็นต้นหอมธรรมดาๆ แต่คุณประโยชน์ของมันนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว หลังจากที่รู้แล้วว่าสรรพคุณของต้นหอมที่ช่วยบำรุง และป้องกันโรคทั้ง 6 ข้อนี้มีอะไรบ้าง รับรองว่าเพื่อนๆ จะต้องสนใจกันมากขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

1.ต้นหอมช่วยลดน้ำหนัก
แม้ว่ากลิ่น และรสชาติของต้นหอมจะไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่นัก แต่คุณสมบัติเด่นที่เราไม่ควรมองข้ามเลยก็คือมันสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ดีเลยทีเดียว ด้วยคุณค่าทางสารอาหาร และไฟเบอร์ที่อัดแน่นอยู่มากมายนั่นเองค่ะ The Center of Herbal Resources ได้ทำงานทดลองเกี่ยวกับต้นหอมในปี 2011 พวกเขาเลือกทดลองประสิทธิภาพของต้นหอมกับหนู ภายหลังจาก 6 สัปดาห์พบว่า ต้นหอมมีฤทธิ์ในการช่วยลดน้ำหนัก และขจัดเซลล์ไขมันที่ตกค้างในร่างกาย และยังช่วยสร้างโปรตีนที่ใช้ในการย่อยไขมันได้มากขึ้นอีกด้วย

2.ต้นหอมช่วยให้เลือดแข็งตัว
ในต้นหอมมีแร่ธาตุที่สำคัญอย่างวิตามิน K ซึ่งมีส่วนช่วยในการให้เลือดแข็งตัว และยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมายที่ได้จากวิตามิน K เพียงรับประทานต้มหอมให้ได้วันละ ½ ถ้วย ก็จะช่วยบำรุงระบบเลือดของเราได้เป็นอย่างดีค่ะ

3.ต้นหอมช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
หากเพื่อนๆ รู้สึกว่าร่างกายไม่แข็งแรง หรือป่วยง่าย นั่นอาจหมายความว่าระบบภูมิคุ้มกำลังทำงานได้ไม่ดี ซึ่งผลงานวิจัยในปี 2013 พบว่าต้นหอมมีส่วนช่วยในการสร้างเซลล์คุ้มกัน และยังมีวิตามิน C ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย

4.ต้นหอมช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจ
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่า โรคหัวใจ ติดอันดับโรคต้นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ฉะนั้นเราจึงต้องหันมาดูแลสุขภาพหัวใจกันให้มากขึ้นด้วยต้นหอมนั่นเองค่ะ เนื่องจากในต้นหอมสามารถช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ดี เช่นประสิทธิภาพในการช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDH) ในร่างกาย

5.ต้นหอมช่วยบำรุงกระดูก
วิตามิน K ที่พบได้ในต้นหอม นอกจากจะมีฤทธิ์ช่วยบำรุงเลือดแล้วยังสามารถช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ไม่เปราะหักง่าย และป้องกันโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี โดยวิตามิน K จะช่วยสร้างโปรตีนที่จำเป็นในการบำรุงแคลเซียมในกระดูก เพียงเท่านี้กระดูกของเราก็จะแข็งแรง ไม่เปราะหักง่ายอีกต่อไป

6.ต้นหอมช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง
คุณประโยชน์ที่มหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของต้นหอมก็คือ มีสารที่ชื่อว่า อัลลิซิน (allicin) ซึ่งสามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้ หรือมะเร็งกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ต้นหอมยังช่วยบรรเทาอาการอักเสบในร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนะคะ

จากการเป็นแค่ผักที่ไว้ใช้สำหรับโรยหน้าอาหาร หรือเป็นผักเครื่องเคียง แต่หลังจากที่เพื่อนๆ อ่านบทความนี้แล้วก็อาจจะเลิกเขี่ยต้นหอมทิ้ง และหันมาเลือกรับประทานกันมากขึ้น ด้วยคุณประโยชน์ที่มากมายขนาดนี้จะทิ้งไปก็น่าเสียดายแย่เลยใช่ไหมคะ และนอกจากคุณประโยชน์ที่ดีตามที่เราได้กล่าวมาทั้งหมด 6 ข้อนี้ ต้นหอมยังเป็นผักที่หาซื้อรับประทานได้ง่าย มีวิธีการปรุงที่ไม่ยาก อีกทั้งยังรับประทานแบบสดๆ ก็ได้ หากเพื่อนๆ กำลังมองหาพืชผักที่จะนำมารับประทานอยู่ล่ะก็ ขอบอกเลยว่าต้นหอมเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียวค่ะ และอย่าลืมล้างผักให้สะอาดก่อนรับประทานกันนะคะ

ลดหวาน ด้วยสิ่งทดแทนความหวานเหล่านี้

สำหรับสาวๆ ที่ขาดหวานไม่ได้ ไม่ว่าจะกินอะไรก็ต้องใส่น้ำตาลปรุงรสให้หวานเจี๊ยบไว้ก่อน รู้หรือไม่คะว่าการกินหวานมากๆ นั้น จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งระดับน้ำตาลในเลือดที่อาจจะสูงขึ้นจนกลายเป็นโรคเบาหวาน อีกทั้งยังไม่ดีต่อสุขภาพในช่วงลดน้ำหนักด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้คุณสาวๆ ได้มีหุ่นสวยมากขึ้น และสุขภาพที่ดี วันนี้เราจึงมาแนะนำ 5 เครื่องปรุงทดแทนความหวานจากน้ำตาลด้วยแคลอรี่ที่น้อยและปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่า เพื่อให้คุณสาวๆ ที่ติดหวานห่างไกลจากอันตรายของน้ำตาลกันมากขึ้น มีเครื่องปรุงแทนความหวานชนิดใดบ้างนั้น มาดูกันเลย

1. หญ้าหวาน

ถือเป็นสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะมีปริมาณพลังงาน 0 แคลอรี่ กินแล้วสบายใจ ไร้กังวลว่าร่างกายจะได้รับน้ำตาลในปริมาณมาก แถมหญ้าหวานยังเป็นพืชที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 20 เท่า สาวๆ ที่ติดหวานรับรองว่าฟินอย่างแน่นอน

2. น้ำผึ้ง

ในน้ำผึ้งมีส่วนประกอบของเกลือแร่ที่ร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้เป็นพลังงานได้ จึงไม่ทำให้อ้วน และดีต่อสุขภาพ เพราะเมื่อกินแล้วจะช่วยให้ร่างกายเกิดกระบวนการเผาผลาญที่ดีขึ้น อีกทั้งยังมีความหวานพอๆ กับน้ำตาลเลยทีเดียว

3. ไซลิทอล

เป็นน้ำตาลที่พบได้จากพืช ผัก และผลไม้หลายชนิด ส่วนใหญ่มักพบเป็นส่วนประกอบในหมากฝรั่งที่มีปริมาณแคลอรี่ต่ำ มีส่วนช่วยในการลดอาการฟันผุ ปรับภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งทำหน้าที่ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยและความแก่ชราลงได้อีกด้วย

4. แอสปาแตม

เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่มีความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 200 เท่า มีประโยชน์ต่อร่างกายในเรื่องลดการเกิดฟันผุ ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถกินได้อย่างปลอดภัย เพราะไม่มีพลังงาน ไม่มีปริมาณน้ำตาล ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเหมาะสำหรับนำไปใส่ในอาหารหรือเครื่องดื่มที่ไม่ผ่านความร้อน เพราะความร้อนจะเปลี่ยนแปลงโมเลกุลของแอสปาแตม ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

5. อินทผลัม

พืชตระกูลปาล์มที่สามารถนำใช้เพิ่มรสชาติความหวานให้กับอาหารได้ โดยสรรพคุณของอินทผลัมก็คือ มีวิตามินเอ วิตามินบี 1 และแร่ธาตุหลายชนิด ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกายให้สมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีคอเลสเตอรอล แถมยังมีไขมันต่ำมาก

สาวๆ ที่ติดหวานทั้งหลาย ลองประยุกต์นำเอาเครื่องปรุงเหล่านี้ไปใช้ในการทดแทนความหวานจากน้ำตาลในมื้ออาหารหรือเครื่องดื่มของคุณดู นอกจากจะทำให้ไม่อ้วนขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้สาวๆ มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้อีกด้วย

หยุดทำร้ายตับ ด้วยสิ่งเหล่านี้

ตับเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย หน้าที่หลักของตับคือการกรองเลือดที่มาจากทางเดินอาหารก่อนส่งผ่านไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ตับยังช่วยล้างพิษสารเคมีและดูดซึมยา รวมถึงสร้างเกลือน้ำดี (bile salt) และน้ำดีเพื่อทำหน้าที่ละลายไขมัน ช่วยสร้างโปรตีน วิตามิน และสร้างสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว

ตับเป็นอวัยวะที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ หากเกิดความผิดปกติเพียงเล็กน้อย แต่หากปล่อยให้ตับต้องเผชิญกับพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพตับอยู่ทุกวัน อาจเกิดอันตรายต่อตับ จนกระทั่งส่งผลให้เกิดตับแข็ง เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับในที่สุด

อาหารและพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อตับ
1. ยา อาหารเสริม และสมุนไพร

  • แม้ว่าฉลากจะระบุว่า “ธรรมชาติ” แต่สมุนไพรบางชนิดก็อาจส่งผลถึงการทำงานของตับได้ ทั้งนี้ยังรวมถึงการรับประทานอาหารเสริมหรือยาที่มากเกินความจำเป็น จนตับต้องทำงานหนักตลอดเวลา อาจส่งผลให้ตับอักเสบได้ ดังนั้นก่อนรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพร จึงควรปรึกษาแพทย์ให้แน่ใจว่าปลอดภัยและส่งผลดีต่อสุขภาพตับ

2. สารเคมีและสารพิษ

  • ยาฆ่าแมลง สารเคมี และสารพิษบางชนิดหากเข้าสู่ร่างกายอาจเป็นสาเหตุของตับอักเสบได้ เช่น สารกำจัดศัตรูพืชพาราคว็อต และสารหนู ที่อาจปนเปื้อนมาในผักผลไม้ รวมถึงน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงรับประทานผักผลไม้ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง รวมถึงการล้างทำความสะอาดที่ถูกวิธี และเลือกน้ำยาทำความสะอาดที่ปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

3. ไขมันส่วนเกิน

  • หากร่างกายมีไขมันส่วนเกินมากเกินไป อาจเกิดการสะสมที่ตับจนนำไปสู่โรค ไขมันพอกตับ ส่งผลให้ตับอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ภาวะตับแข็ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน หรือเป็นเบาหวาน ควรหันมาใส่ใจฟื้นฟูสุขภาพตับด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รวมถึงอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น ขนมกรุบกรอบและขนมอบ ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อควบคุมน้ำหนัก

4. แอลกอฮอล์และน้ำอัดลม

  • เป็นที่ทราบกันว่าการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพตับ แต่ “มากเกินไป” คือแค่ไหน มาตรฐานการดื่มจึงกำหนดให้ ในผู้หญิง ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ต่อวันคือ ไวน์ 5 ออนซ์ (มากกว่าครึ่งแก้วเล็กน้อย ) เบียร์ 12 ออนซ์ หรือเหล้า 1.5 ออนซ์ ส่วนคุณผู้ชายสามารถดื่มได้เป็น 2 เท่าต่อวัน
  • สำหรับน้ำอัดลม แม้การศึกษาไม่ได้พิสูจน์ว่าน้ำอัดลมเป็นสาเหตุสำคัญของตับอักเสบ แต่ก็พบว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะมีภาวะไขมันพอกตับมากขึ้น ดังนั้นหากสามารถลดปริมาณการดื่มน้ำอัดลมลงได้ อาจทำให้สุขภาพตับดีขึ้น

5. น้ำตาล

  • แน่นอนว่าน้ำตาลมากเกินไปย่อมไม่ดีสำหรับฟันและน้ำหนักตัว บางการศึกษายังแสดงให้เห็นว่าน้ำตาลอาจเป็นอันตรายต่อตับเช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ การมีระดับน้ำตาลที่สูงทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับจนกลายเป็นโรคไขมันพอกตับ แม้ในผู้ที่ไม่อ้วนก็ตาม

6. เลือดและการมีเพศสัมพันธ์

  • การใช้เข็มซ้ำ ไม่ว่าในกรณีใด อาจส่งผลให้เกิดการติดต่อของโรคไวรัสตับอักเสบบี และ ไวรัสตับอักเสบซี ทั้งนี้ยังรวมถึงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี และการใช้แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ หรือมีดโกนร่วมกับผู้อื่น หากมีการติดเชื้อแล้วอาจทำให้ป่วยเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งตับได้ในที่สุด

การดูแล สุขภาพตับ นอกจากการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพตับที่กล่าวมาแล้ว การตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อหาภาวะตับอักเสบ ไขมันพอกตับ พังผืดในตับ ก็มีความสำคัญ หากเราสามารถตรวจพบในเบื้องต้นสามารถรักษาได้ ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นมะเร็งตับ ทั้งนี้การฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคตับได้