ประสบการณ์จากการใช้เครื่องช่วยฟัง

 แต่เดิมเราเป็นคนที่ได้ยินเสียงชัดเจนปกติ มีเพื่อนมีสังคม มีหน้าที่การงานทำ แต่เรามักจะมีอาการคันในรูหูบ่อยๆ

จึงชอบหาอะไรมาแหย่เข้าไปในหู เพื่อให้รู้สึกหายคัน แต่เมื่อทำแบบนี้บ่อยๆเข้าเราเริ่มรู้สึกเจ็บหู จากเจ็บกลายเป็นเริ่มปวด หูเริ่มปวดแต่เราก็ยังทนด้วยการหายาแก้ปวดมากินเอง อาการค่อยทุเลาลง แต่ผ่านไปสักพักเราก็กลับมามีอาการอย่างเดิมอยู่เพราะเราก็ยังคงหาอะไรมาแคะหูเหมือนเดิม ซึ่งเรามักจะนำสำลีที่พันไม้มาเช็คหูทุกวันหลังอาบน้ำ เมื่อความปวดหูครั้งที่สองเริ่มขึ้นเราจึงไปให้หมอที่รักษา เกี่ยวกับหู ตา จมูก ช่วยดูให้แพทย์ได้ส่องดูเข้าไปในหู พบว่าหูของเรามีแผลเป็นรอยถลอก ทำให้หูข้างในเกิดการอักเสบ คุณหมอจึงทำการรักษาให้เราและห้ามให้น้ำเข้าหูเราเพราะจะยิ่งทำให้หูรักษายากมากยิ่งขึ้น คุณหมอได้แนะนำเกี่ยวกับการดูแลหูว่าอย่าพยายามหาอะไรมาแคะหรือแหย่เพราะหากไปโดยเยื่อแก้วหูฉีกขาดจะทำให้เราหูหนวกได้ เราหลังจากที่เรามีปัญหาเรื่องมีแผลในหู เราเริ่มรู้สึกว่าเราได้ยินเสียงหวีดในหูบ่อยๆ และเวลาใครคุยกับเรา เราจะไม่ค่อยได้ยิน เราจึงแจ้งให้คุณหมอทราบอีกครั้งเพราะการที่เราไม่ค่อยได้ยินเสียงมันเป็นอุปสรรค ต่อการทำงานของเราเป็นอย่างมาก

คุณหมอได้ทำการรักษาให้แต่เรามีความจำเป็นที่ต้องการหายแบบเร่งด่วน เพราะเราต้องไปทำงานตามปกติ คุณหมอจึงแนะนำให้ใช้เครื่องช่วยฟัง ซึ่งคุณหมอบอกว่าเครื่องนี้จะช่วยให้เราได้ยินเสียงชัดเจนขึ้น และหากเรารักษาอาหารหูอักเสบนี้หายแล้ว เราก็สามารถหยุดใช้เครื่องช่วยฟังได้  เราจึงเริ่มศึกษาเรื่องเครื่องช่วยฟังและเรามีหมอคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับเลือกซื้อเครื่องช่วยฟังเพราะว่ามันมีหลายแบบ หลายราคา เราเลือกเครื่องช่วยฟังที่สอดใส่ในหู เพราะเราไม่อยากให้ใครรู้ว่าเรากำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน

ซึ่งตั้งแต่ใช้เครื่องช่วยฟังมา ยังไม่เคยมีใครรู้เลยว่าเราใส่เครื่องช่วยฟังอยู่ และการสื่อสารของเรากับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน ลูกค้าหรือแม้แต่คนในครอบครัวของเราเองก็ดีขึ้นกว่าเดิม เป็นปกติเหมือนตอนที่เรายังไม่มีปัญหาเกี่ยวกับหู ทำให้เรารู้สึกดีมากๆ ตอนนี้เราไม่ได้ใช้ เครื่องช่วยฟัง แล้ว เพราะตลอดระยะเวลาที่เราใส่เครื่องช่วยฟัง เราก็ไปหาหมอให้เขาช่วยรักษาอาการหูของเราให้ดีขึ้นด้วย หากใครยังกังวลกับการจะใช้เครื่องช่วยฟัง มั่นใจเถอะว่าใช้แล้วดีจริง

สุขภาพปากสัมพันธ์กับสุขภาพใจ

สุขภาพปากสัมพันธ์กับสุขภาพใจ

เรื่องสุขภาพปากที่ส่งผลต่อสุขภาพของส่วนอื่นของร่างกายบางครั้งอาจจะเป็นสิ่งที่พวกเราเคยได้ฟังกันมาบ้างแล้ว
แม้กระนั้นผลวิจัยซึ่งเผยแพร่ทางนิตยสารวิชาการเกี่ยวกับโรคหัวใจของยุโรปชื่อ Journal of Preventive Cardiology เมื่อต้นเดือนธ.ค. จากการพิจารณาข้อมูลสุขภาพของชาวประเทศเกาหลีกว่า 161,000 คน บางครั้งก็อาจจะช่วยย้ำความพึงพอใจหัวข้อนี้ได้

การค้นคว้าที่ว่านี้ติดตามข้อมูลด้านของสุขภาพของชาวประเทศเกาหลีใต้อายุระหว่าง 40–79 ปี เป็นเวลา 10 ปีกว่า โดยเป็นการสะสมข้อมูลในทุกด้าน ตั้งแต่ต้นแบบการใช้ชีวิต ปัญหาความป่วย รวมถึงสุขภาพของโพรงปากด้วย

ผลการศึกษาเรียนรู้สรุปว่า คนที่ดูแลรักษาสุขภาพช่องปากได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการ แปรงฟันวันละหลายๆ ครั้งจะลดโอกาสการเสี่ยงของโรคหัวใจล้มเหลวแล้วก็อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือ atrial fibrillation ลงได้

โดยนักค้นคว้าพบว่าคนที่แปรงฟันอย่างต่ำวันละ 3 ครั้ง จะมีการเสี่ยงเรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะลดน้อยลง 10% แล้วลดการเสี่ยงของหัวใจล้มเหลวลงได้ 12%

ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยก่อนหน้าที่ผ่านมาพบว่า การปล่อยปละละเลยไม่ดูแลรักษาสุขภาพภายในปากนั้นเพิ่มเชื้อแบคทีเรียในกระแสโลหิตซึ่งนำไปสู่สภาวะอักเสบภายในร่างกายหรือ inflammation รวมถึงเพิ่มการเสี่ยงของอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะรวมทั้งหัวใจล้มเหลวด้วย

การศึกษาของชมรมโรคหัวใจอเมริกันเมื่อปีที่ผ่านมาให้ข้อมูลว่า พวกเราควรจะแปรงฟันสองครั้งต่อวันเป็นขั้นต่ำ โดยใช้เวลาทีละ 2 นาทีเพื่อลดการเสี่ยงเกี่ยวกับหัวใจดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และก็นอกเหนือจากการแปรงฟันแล้วการรักษาสุขภาพเหงือกก็สำคัญด้วยเหมือนกัน เนื่องจากว่าถ้าหากฟันดีแต่เหงือกอักเสบ ช่องทางที่จะเกิดภาวะอักเสบภายในร่างกายรวมถึงโรคหัวใจก็ยังมีอยู่ โดยการรักษาสุขภาพเหงือกนั้นจำเป็นจะต้องใช้ไหมขัดฟันขั้นต่ำวันละครั้ง

แต่ หากแม้ผลการค้นคว้าคราวนี้จะให้ภาพเกี่ยวกับสุขภาพของโพรงปากรวมทั้งสุขภาพของหัวใจ แต่ว่านักค้นคว้าบางบุคคลก็เตือนว่าข้อมูลดังกล่าวข้างต้นมาจากคนภายในประเทศเดียวรวมทั้งเป็นข้อมูลในเชิงสังเกต ซึ่งยังไม่สามารถที่จะพิสูจน์ถึงปัจจัยและก็ผลประโยชน์

แม้กระนั้นแม้ว่ารายงานการศึกษาค้นคว้าวิจัยนี้จะยังไม่สามารถที่จะชี้แจงความเป็นเหตุรวมทั้งผลเรื่องสุขภาพของปากกับสุขภาพหัวใจ เนื่องจากเพียงแค่แสดงถึงความเกี่ยวข้อง แม้กระนั้นขั้นต่ำข้อมูลดังที่กล่าวมาแล้ว บางครั้งอาจจะช่วยเตือนสติว่าคนที่ต้องการมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงจำเป็นจะต้องเริ่มจากการดูแลและรักษาความสะอาดของเหงือกรวมทั้งฟัน

มาทำความรู้จักอาการหูตึงกัน

             ภาวะอาการหูตึงคือการที่ประสิทธิภาพการได้ยินของหูของเราลดลงอาจจะเกิดกับหูข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างก็ได้โดยปกติแล้วระดับความดังของเสียงที่คนเราสามารถได้ยินได้ไม่ควรเกิน 90 เดซิเบล สำหรับคนที่มีอาการหูตึงจะพบว่าระดับการได้ยินเสียงจะน้อยมาก อาจจะได้ยินเสียงที่คนคุยกันปกติเป็นเสียงกระซิบแผ่วๆซึ่งจะสังเกตได้ว่าคนที่มีอาการหูตึงจึงมักจะพูดตะโกนเสียงดังออกมาและต้องให้เราพูดเสียงดังๆให้เข้าฟังใหม่อีกครั้ง

 สำหรับโรคหูตึงนั้นเกิดมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น

  1. กลุ่มคนที่ทำงานในพื้นที่ที่มีเสียงดังนานๆ อย่างพวกโรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์  คนกลุ่มนี้มักจะอยู่ในพื้นที่ที่ได้ยินเสียงดังประมาณ 85 เดซิเบลขึ้นไป ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการได้ยินเพระเสียงที่ดังเกินไปมันจะไปทำลายเซลล๋ในหูชั้นกลาง ซึ่งหากยังต้องทำงานในพื้นที่แบบนี้นานๆก็จะกลายเป็นโรคหูตึงแบบถาวรได้ ดังนั้นการทำงานในพื้นที่แบบนี้จึงสมควรจะใส่ที่อดหูเพื่อช่วยลดระดับความดังของเสียงลง แต่หากลองใส่แล้วยังรู้สึกว่าเริ่มมีปัญหาการได้ยินเสียงควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทหูทันที
  2. บางคนกินยาบางอย่างมากเกินไปก็อาจจะมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการหูตึงได้ เพียงหยุดยานั้นก็จะหาย 
  3. บางคนหูตึงเพราะอายุมากขึ้น โดยปกติแล้วคนที่อายุเกิน 60 ขึ้นไปมักจะมีปัญหาการได้ยินเพราะอวัยวะภายในร่างการมีการเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา  ซึ่งหากหูตึงเพราะอายุมากขึ้นจะไม่สามารถรักษาได้ แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้เครื่องช่วยฟัง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กับกลุ่มคนที่มีปัญหาการได้ยินกันเป็นจำนวนมาก
  4. หูตึงที่เกิดมาจากการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งอาจเกิดมาจากแรงกระแทก เช่น อาจโดนตบหูมาอย่างแรง ซึ่งอาการจะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงกระแทกบางคนอาจแค่หูตึกชั่วคราว แต่บางคนอาจหูหนวกเลย
  5. หูตึงเพราะติดเชื้อในหูชั้นใน ซึ่งต้องรีบไปให้หมอหาสาเหตุของการติดเชื้อจะได้รักษาได้ทันท่วงที
  6. หูตึงที่เกิดจากภาวะน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งโรคนี้มีผลกับหูโดยตรง ต้องปรึกษาแพทย์ และรีบรักษาด่วน

         เราสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นของเราก่อนว่าเราอยู่ในภาวะหูตึงหรือไม่ โดยพยายามสังเกตการได้ยินของตัวเราเองว่าเราต้องให้คนอื่นคอยพูดซ้ำๆกับเราบ่อยแค่ไหน หรือเมื่อเราเปิดทีวีดูระดับความดังของเสียงที่เราฟังตัวเลขสูงเกินไปหรือไม่ คนที่นั่งดูทีวีด้วยกันกับเราเขาท้วงติงถึงความดังว่าเราเปิดเสียงทีวีดังเกินไปหรือไม่ ถ้าพบว่าระดับการได้ยินของเรามีปัญหาควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 

ขอขอบคุณบทความที่เป็นสาระน่ารู้แบบนี้ซึ่งทางทีมงานได้นำมาจากเว็บ เครื่องช่วยฟัง

ทำความเข้าใจ การใช้ยาปฏิชีวนะ

ในการรักษาอาการป่วย หรืออาการของโรคต่างๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งบางครั้งหรือทุกครั้งในการรักษาจำเป็นจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หรือที่อาจรู้จักกันในชื่อยาฆ่าเชื้อ ที่เรียกกันโดยชาวบ้านนั่นเอง ซึ่งการทานยาฆ่าเชื้อแบบ เอะอะก็ ซื้อยามาทานโดยไม่มีคำแนะนำหรือใบจ่ายยาจากแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยทานยาแบบไร้ประสิทธิภาพ ทานเมื่อป่วย หยุดทานเมื่อหายแล้วไม่ได้ทานต่อให้หมด ซึ่งชักนำไปสู่การติดเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของไทย เกิดจากการใช้ยาพร่ำเพรื่อ ใช้ยาไม่ถูกวิธี เช่น การกินยาดักไว้ก่อน กินยาฆ่าเชื้อทั้ง ๆ ที่ไม่มีเชื้อโรคให้ฆ่า อันตรายเกิดขึ้นเมื่อป่วยจริงแต่กินยาอะไรก็ไม่หาย และเสี่ยงเสียชีวิตได้

ทำความเข้าใจ การใช้ยาปฏิชีวนะ
การใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคต่าง ๆ สามารถช่วยรักษาโรค และอาการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกวิธี แทนที่จะหายจากโรคภัยเหมือนตอนที่ใช้ครั้งแรก ๆ อาจทำให้เกิดอาการดื้อยา หรือเชื้อดื้อยาขึ้น อธิบายง่ายๆ คือ เมื่อป่วยด้วยเชื้อตัวเดิมที่เคยรักษามาแล้ว แต่เมื่อใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกวิธี เมื่อป่วยอีกครั้งก็อาจไม่สามารถรักษาให้หายได้ เพราะเชื้ออาจมีการพัฒนาขึ้นจนสามารถต่อสู้กับยานั้นได้ เชื้อแบคทีเรียอาจต่อต้านยาปฏิชีวนะตัวเดิมที่เคยใช้ ทำให้การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไม่ได้ผลดีดังเดิม จนต้องเปลี่ยนไปใช้ยาที่ออกฤทธิ์แรงกว่า อาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกายมากกว่า อาจต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาแพงขึ้น หรือผู้ป่วยอาจเสี่ยงเสียชีวิตมากขึ้น

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ยาปฏิชีวนะ
ผศ. นพ. พิสนธิ์ จงตระกูล จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุว่า ยาปฏิชีวนะ เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วประสิทธิภาพจะลดลงจากปัญหาเชื้อดื้อยา เมื่อนำมาใช้พร่ำเพรื่อ เชื้อจะดื้อยามากขึ้นเรื่อย ๆ และใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ออกฤทธิ์ในโรคติดเชื้อไวรัส

อาหารกับโรคความดันโลหิตสูง

สถานการณ์สุขภาพของคนในปัจจุบัน พบว่าคนไทยมากกว่าร้อยละ 50 มีแนวโน้มหรือกำลังเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ตัวกัน และถ้าหากไม่รีบรักษาให้ทัน โรคความดันโลหิตสูงนี้จะนำพาไป เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคไต ซึ่งโรคที่กล่าวมานี้ดันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก!!
แต่อย่าพึ่งกังวลใจไป เพราะคุณสามารถหยุดความเสี่ยงจะเป็นโรคความดันโลหิตได้ หากคุณแค่ “เลือกกิน” อาหารที่ดีกับสุขภาพ เมื่อพูดถึงอาหารสุขภาพแล้วคุณคงคิดแหละว่ามันไม่น่าอร่อยเลย ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะอาหารเพื่อสุขภาพก็อร่อยได้

อาหารที่คุณต้องเลือกทาน ต้องมีโซเดียมต่ำ มีแร่โพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม เพราะมันดีกับผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นหากเลือกใช้อาหารที่มีแร่ธาตุเหล่านี้เป็นมื้อเพื่อสุขภาพของคุณได้เลย

1. กีวี ผลไม้ที่วิตามินซีสูงปี๊ด พูดได้เลยว่ามีวิตามินซีสูงกว่าส้มซะอีก
วิตามินซีเกี่ยวกับความดันโลหิตสูงยังไง?
เพราะวิตามินซีทำงานร่วมกับแร่ธาตุโพแทสเซียม ทำให้สามารถช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตของเราได้ และนอกจากนี้ยังดีกับสุขภาพผิว ช่วยลดริ้วรอยได้อีก!

2. เนื้อสันใน
ทำไมต้องเลือก เนื้อสันใน ?
เพราะเนื้อสันในมีโพแทสเซียมที่ดีต่อระดับความดันโลหิต ถึง 15% คอเลสเตอรอลต่ำ รับประมาณ 5-6 ชิ้นต่อวันถือว่ากำลังดี และอย่าลืมปรุงให้พอดีเพราะการปรุงมีผลต่อระดับโซเดียมที่เพิ่มขึ้น

3. กล้วยหอม นึกไม่ออกว่าผลไม้อะไรดี หยิบกล้วยทานได้เลย มีโพแทสเซียมมากถึง 12% กินแล้วจะรู้สึกสดชื่นขึ้นด้วยนะ

4. ถั่วขาว เป็นอาหารหรือธัญพืชที่ดีมากๆ ต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ไม่ว่าคุณจะทำเมนูอะไร แค่เติมถั่วขาวเข้าไป มื้อนั้นๆ ก็จะกลายเป็นเมนูเพื่อสุขภาพได้เลย ในถั่วขาวมีแมกนีเซียมสูงถึง 30%

5. คะน้า มีคุณค่าเหมาะกับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เพิ่มการกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานเป็นปกติ มีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด วิตามินซีสูงก็มากไม่แพ้ผลไม้ ผักคะน้าปรุงสุกมีโพแทสเซียมกับแคลเซียมมากถึง 9%

6. ปลา ที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 นอกจากปลาแซลมอน และซาร์ดีนแล้ว ปลาทะเลไทยอย่าง ปลาทู ปลารัง ปลากะพง ปลาเก๋า ปลาอินทรีย์ ก็มีกรดนี้เช่นกัน โอเมก้า-3 ช่วยลดการอุดตันของหลอดเลือด คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูงได้ดี

7. ข้าวโอ๊ต นอกจากโพแทสเซียม แมกนีเซียม ยังมีเส้นใยอาหารที่ดีกับระบบหลอดเลือด ช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ

คุณรู้จักกับอาหารเสริมบำรุงตับดีแค่ไหน

ตับของคุณมีอาการบวมแปลกๆ เสี่ยงต่อโรคตับอ้วน

ตับบวม หรือ ไขมันพอกตับ ไขมันแทรกตับ ไขมันเกาะตับ หรือศัพท์อะไรตามแต่ที่ทำให้เรารับรู้ได้ว่า ปริมาณไขมันในร่างกายมีมากจนไปเกาะอยู่ที่บริเวณตับ ถ้าไม่ป้องกันด้วยการทาน อาหารเสริมบำรุงตับ หรือรักษาให้ดีดี สุดท้ายอาจทำให้เป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ ถึงขั้นนั้นอาจจะทำให้เสียชีวิตได้

ตับ เกิดจาก เซลล์เล็ก ๆ รวมกันมากกว่า 3ล้านล้านเซลล์ และภายในเต็มไปด้วยเอนไซม์ชนิดต่าง ๆที่ถูกผลิตมาจากอวัยวะภายในมากกว่า 2000ชนิด มีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1.5 กิโลกรัม โดยปกติตับของคนเราจะมีสีน้ำตาลแกมแดง

เซลล์ไขมันพอกตับนั้นอาจะเกิดจากไขมัน มาเกาะอยู่ที่บริเวณตับมากเกินไป โดยที่ปกติคนเราจะอยู่ที่ 3-5% เท่านั้น หากมีปริมาณสูงถึง 10% หรือมากกว่า ตับจะอยู่ในอันตราย มีภาวะไขมันสะสมในตับมากเกินไป ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยไขมันอาจจะอุดท่อลำเลียง ท่อส่ง หรือเกาะบริเวณเซลล์ของตับ จากสถิติการทดลองตรวจสุขภาพตับของ 10 คนจะมีค่าของไขมันเกาะที่ตับมากกว่าปกติถึง 4 คน และคนที่เป็นโรคเบาหวานหรือคนอ้วนจะมีโอกาสเป็นไขมันพอกตับมากกว่าคนปกติ และร้อยละ 50 จะไม่แสดงอาการออกมาให้เห็น

 

กลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในกลุ่มไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน โรคเบาหวาน ผู้คนเหล่านี้มีภาวะไขมันพอกตับร้อยละ 90 ในจำนวนร้อยละ 20 จะมีอาการตับอักเสบร่วมด้วย และร้อยละ 10 จะเป็นโรคตับแข็ง

ระยะของไขมันพอกตับมี 4 ระยะด้วยกันทั้งหมดดังนี้

ระยะที่ 1 เป็นระยะไขมันเกาะตัวอยู่ในเนื้อตับ ไม่ส่งผลใด ๆ ไม่มีอาการอักเสบหรือพังผืดเกิดขึ้นในตับ

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่เริ่มมีอาการอักเสบของตับ หากไม่ควบคุมดูแลดีดี ปล่อยให้อักเสบเรื่อยๆ อาจเกิดเป็นตับอักเสบเรื้อรัง

ระยะที่ 3 เป็นระยะอักเสบรุนแรง ก่อให้เกิดพังผืด เซลล์ต่างๆเริ่มถูกทำลาย

ระยะที่ 4 เซลล์ตัวถูกทำลายมาก ตับอาจไม่ทำงานตามปกติ ส่งผลให้เป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ในที่สุด

ออกกำลังกายต้องมีลิมิต สัญญาณอันตรายให้หยุด

ยุคที่ทุกคนต้องหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพและออกกำลังกายกันมากขึ้น สิ่งที่ควรทำควบคู่กัน คือ การสังเกตตัวเองและเลือกประเภทกีฬาให้เหมาะสมกับอายุ น้ำหนัก และยิ่งมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย เพราะเมื่อเกิดอาการบาดเจ็บ บางอาการสามารถดูและรักษาได้ด้วยตนเอง หากมีอาการผิดปกติและสัญญาณบางประการที่เราควรรีบพบแพทย์

1. หน้าซีด หายใจไม่คงที่

ลักษณะอาการ : ชีพจรเต้นเร็ว หายใจถี่ มือเท้าเย็น รู้สึกเหมือนจะไม่ได้สติ บางรายอาจจะมีอาการเพ้อ มีอาการเซื่องซึมหรือกระวนกระวาย มีปัญหาด้านความจำและการคิด จดจำสิ่งต่าง ๆ ได้น้อยกว่าปกติ

สาเหตุ: อาจจะเกิดจากการขาดออกซิเจนของสมอง ขาดน้ำ ระบบเมตาบอลิซึมในร่างกายไม่สมดุล มีความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมนเป็นไข้ หรือติดเชื้อเฉียบพลัน นอนหลับไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาสุขภาพจิต

2. กระดูกผิดรูป ข้อเคลื่อนหลุด หรือขยับบริเวณกระดูกหรือข้อต่อรู้สึกผิดปกติ

ลักษณะอาการ : รู้สึกปวดบริเวณกระดูกหรือข้อหลังจากอุบัติเหตุ มีอาการบวม ฟกช้ำ หรือผิดรูป เช่น ข้อศอก ข้อนิ้วมือเบี้ยวผิดปกติ ไม่สามารถเคลื่อนไหวกระดูกหรือข้อต่อนั้นได้หรือยืนลงน้ำหนักไม่ได้

สาเหตุ : ล้ม ถูกกระแทก ได้รับบาดเจ็บของกระดูกและข้อต่อลั่น เช่น ข้อเคล็ด ข้อเคลื่อน หรือกระดูกหัก ซึ่งความรุนแรงขึ้นอยู่กับลักษณะอาการบาดเจ็บ

3. ใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจติดขัดเหนื่อยหอบ

ลักษณะอาการ : รู้สึกเหนื่อยง่ายหรือมากกว่าปกติ อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หายใจไม่อิ่ม อาจจะรู้สึกใจสั่นหรือเจ็บหน้าอก

สาเหตุ : อาจเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

4. อาการอ่อนแรง กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนปกติ หรือปวดเกร็ง

ลักษณะอาการ : เกร็งหรือกระตุกกล้ามเนื้อ ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อให้เคลื่อนไหวหรือ ทำงานได้ตามปกติ ตัวอย่างอาการแขนขาอ่อนแรง เช่น ยกแขนไม่ขึ้น ขยับแขนไม่ได้ตามปกติ ไม่สามารถลุกนั่ง ยืนหรือเดินได้ ซึ่งอาการเกิดขึ้นหลังจากการออกกำลังกาย

สาเหตุ : อาจเป็นอาการบ่งชี้ของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงบางชนิด หรือ ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) หรือเกิดความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสมอง เช่น เส้นเลือดสมองฝ่อหรือแตก โรคไขสันหลัง กระดูกต้นคอ และเส้นประสาทต่าง ๆ ที่ควบคุมกล้ามเนื้อ

5. มีความปวดเรื้อรังหรือมีอาการแย่ลง

ลักษณะอาการ : มีอาการปวดหลังจากได้รับบาดเจ็บมาสักระยะหนึ่ง ทั้งที่ได้รับหรือไม่ได้รับการรักษา มีอาการเป็นซ้ำหรือรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำกิจกรรมแบบเดิม เช่น เจ็บข้อเท้าขณะวิ่ง เมื่อหยุดวิ่งก็หาย และมีอาการเมื่อกลับมาวิ่งอีก เป็นต้น

สาเหตุ : อาจเกิดจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับการดูแลไม่ถูกต้องเหมาะสม หรือมีการบาดเจ็บที่ยังไม่ได้รับการรักษา จำเป็นต้องได้รับการตรวจและวินิจฉัย รวมถึงการรักษาที่ถูกวิธี

ก่อนที่จะออกกำลังกายควรให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมของร่างกาย อย่าฝืนออกกำลังกายให้มากเกินกำลังของตนเอง

โรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคเอดส์
มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome มีชื่อโดยย่อว่า AIDS = เอดส์

โรคเอดส์ คือ โรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องจนไม่สามารถต่อสู้เชื้อโรค หรือสิ่งแปลก

ปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่ายกว่าคนปกติ

ขณะนี้โรคเอดส์กำลังระบาดในทวีปอเมริกา ยุโรป อาฟริกา แคนนาดา โรคนี้ได้ติดต่อมาถึงบาง

ประเทศในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย

โรคเอดส์เกิดจากอะไร

โรคเอดส์เกิดจากเชื้อไวรัส มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Human Immunodeficiency Virus (HIV)

โรคเอดส์เป็นกับใครบ้าง

โรคเอดส์ส่วนใหญ่ที่พบในประเทศไทย มักเกิดในพวกรักร่วมเพศ ชายที่เปลี่ยนคู่บ่อย ๆ ปัจจุบันพบ

ว่าเกิดในพวกรักต่างเพศได้ โดยเฉพาะในเพศชายที่ชอบเที่ยวโสเภณี

โรคเอดส์ติดต่อกันได้อย่างไร

โรคเอดส์ติดต่อกันได้หลายทาง แต่ที่สำคัญ และพบบ่อย ได้แก่

  • การร่วมเพศกับผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือมีเชื้อโรคเอดส์
  • การรับถ่ายเลือดจากผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือมีเชื้อโรคเอดส์
  • การใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด หรือร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์
  • จากแม่ที่ตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคเอดส์ ติดต่อไปถึงลูกที่อยู่ในครรภ์
  • โรค เอดส์ไม่ติดต่อโดยการเล่นด้วยกัน รับประทานอาหารร่วมกัน เรียนร่วมกัน ไปเที่ยวด้วยกัน หรือ อยู่ในครัวเรือนเดียวกัน หากไม่มีความเกี่ยวข้องทางเพศ

อาการของโรค

หลัง จากได้รับเชื้อโรคเอดส์เข้าไปในร่างกายแล้ว จะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 เดือน จึงตรวจพบ

เลือดบวกต่อโรคเอดส์ ผู้ที่ติดเชื้อไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกคน ระยะฟักตัวก่อนมีอาการแตกต่างกัน

มากจาก 2-3 เดือน ถึง 5-6 ปี ประมาณกันว่า 25-30% ของผู้ที่ติดเชื้อจะแสดงอาการภายใน 5 ปี อีก

70% จะไม่มีอาการ แต่จะเป็นพาหะของโรค และแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้

อาการที่พบในผู้ป่วยโรคเอดส์

  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • มีไข้นานเป็นเดือน ๆ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ท้องเดินเรื้อรังจากโรคพยาธิ
  • มีแผลในปาก และตามผิวหนัง
  • มีอาการทางสมอง เช่น ชัก อัมพาต
  • โรคติดเชื้อต่าง ๆ โดยเฉพาะปอดบวมจากพยาธิ เชื้อรา วัณโรค ฯลฯ
  • มะเร็งของต่อมน้ำเหลือง เม็ดเลือด และสมอง ฯลฯ

การวินิจฉัย

โรค เอดส์วินิจฉัยได้จากอาการข้างต้น ประกอบกับการตรวจเลือดบวกต่อโรคเอดส์ วิธีการตรวจเลือด

มี 2 วิธี วิธีแรกเรียกว่า Elisa ถ้าพบว่าเลือดบวก จะตรวจยืนยันโดยวิธี Western Blot การตรวจเลือด

นี้ไม่จำเป็นต้องทำในคนทั่วไป แต่ควรตรวจในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคนี้สูง ซึ่งได้แก่พวก

รักร่วมเพศ ผู้หญิง และชายบริการ ผู้ที่ได้รับการถ่ายเลือดบ่อย ๆ ผู้ติดยาทางเส้นเลือด

การรักษา

ปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ การรักษาจึงเป็นการรักษาโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่

แทรกซ้อนซึ่งไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะผู้ป่วยขาดภูมิต้านทาน และมักเสียชีวิตเนื่องจากโรคติดเชื้อ

การป้องกัน

ไม่ สำส่อนทางเพศ ควรสมถุงยางอนามัยเวลาร่วมเพศกับคนแปลกหน้า พยายามอย่าเปลี่ยนคู่
นอนในหมู่รักร่วมเพศ อย่าร่วมเพศกับผู้ป่วย หรือสงสัยว่าเป็นโรคเอดส์

ก่อนรับการถ่ายเลือด ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้บริจาคเลือดไม่มีเชื้อโรคเอดส์

อย่าใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด หรือร่วมกับผู้ติดยาเสพติด

ต้นหอมกับประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ

ต้นหอม (Scallion) ที่เพื่อนๆ น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่อย่าพึ่งกดปิดหน้าบทความนี้กันนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคุณผู้อ่านที่ไม่ถูกปากกับรสชาติ และกลิ่นของต้นหอม ทำให้ต้องเขี่ยทิ้งทุกครั้งไป เพราะถึงแม้จะเป็นต้นหอมธรรมดาๆ แต่คุณประโยชน์ของมันนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว หลังจากที่รู้แล้วว่าสรรพคุณของต้นหอมที่ช่วยบำรุง และป้องกันโรคทั้ง 6 ข้อนี้มีอะไรบ้าง รับรองว่าเพื่อนๆ จะต้องสนใจกันมากขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

1.ต้นหอมช่วยลดน้ำหนัก
แม้ว่ากลิ่น และรสชาติของต้นหอมจะไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่นัก แต่คุณสมบัติเด่นที่เราไม่ควรมองข้ามเลยก็คือมันสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ดีเลยทีเดียว ด้วยคุณค่าทางสารอาหาร และไฟเบอร์ที่อัดแน่นอยู่มากมายนั่นเองค่ะ The Center of Herbal Resources ได้ทำงานทดลองเกี่ยวกับต้นหอมในปี 2011 พวกเขาเลือกทดลองประสิทธิภาพของต้นหอมกับหนู ภายหลังจาก 6 สัปดาห์พบว่า ต้นหอมมีฤทธิ์ในการช่วยลดน้ำหนัก และขจัดเซลล์ไขมันที่ตกค้างในร่างกาย และยังช่วยสร้างโปรตีนที่ใช้ในการย่อยไขมันได้มากขึ้นอีกด้วย

2.ต้นหอมช่วยให้เลือดแข็งตัว
ในต้นหอมมีแร่ธาตุที่สำคัญอย่างวิตามิน K ซึ่งมีส่วนช่วยในการให้เลือดแข็งตัว และยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมายที่ได้จากวิตามิน K เพียงรับประทานต้มหอมให้ได้วันละ ½ ถ้วย ก็จะช่วยบำรุงระบบเลือดของเราได้เป็นอย่างดีค่ะ

3.ต้นหอมช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
หากเพื่อนๆ รู้สึกว่าร่างกายไม่แข็งแรง หรือป่วยง่าย นั่นอาจหมายความว่าระบบภูมิคุ้มกำลังทำงานได้ไม่ดี ซึ่งผลงานวิจัยในปี 2013 พบว่าต้นหอมมีส่วนช่วยในการสร้างเซลล์คุ้มกัน และยังมีวิตามิน C ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย

4.ต้นหอมช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจ
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่า โรคหัวใจ ติดอันดับโรคต้นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ฉะนั้นเราจึงต้องหันมาดูแลสุขภาพหัวใจกันให้มากขึ้นด้วยต้นหอมนั่นเองค่ะ เนื่องจากในต้นหอมสามารถช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ดี เช่นประสิทธิภาพในการช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDH) ในร่างกาย

5.ต้นหอมช่วยบำรุงกระดูก
วิตามิน K ที่พบได้ในต้นหอม นอกจากจะมีฤทธิ์ช่วยบำรุงเลือดแล้วยังสามารถช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ไม่เปราะหักง่าย และป้องกันโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี โดยวิตามิน K จะช่วยสร้างโปรตีนที่จำเป็นในการบำรุงแคลเซียมในกระดูก เพียงเท่านี้กระดูกของเราก็จะแข็งแรง ไม่เปราะหักง่ายอีกต่อไป

6.ต้นหอมช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง
คุณประโยชน์ที่มหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของต้นหอมก็คือ มีสารที่ชื่อว่า อัลลิซิน (allicin) ซึ่งสามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้ หรือมะเร็งกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ต้นหอมยังช่วยบรรเทาอาการอักเสบในร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนะคะ

จากการเป็นแค่ผักที่ไว้ใช้สำหรับโรยหน้าอาหาร หรือเป็นผักเครื่องเคียง แต่หลังจากที่เพื่อนๆ อ่านบทความนี้แล้วก็อาจจะเลิกเขี่ยต้นหอมทิ้ง และหันมาเลือกรับประทานกันมากขึ้น ด้วยคุณประโยชน์ที่มากมายขนาดนี้จะทิ้งไปก็น่าเสียดายแย่เลยใช่ไหมคะ และนอกจากคุณประโยชน์ที่ดีตามที่เราได้กล่าวมาทั้งหมด 6 ข้อนี้ ต้นหอมยังเป็นผักที่หาซื้อรับประทานได้ง่าย มีวิธีการปรุงที่ไม่ยาก อีกทั้งยังรับประทานแบบสดๆ ก็ได้ หากเพื่อนๆ กำลังมองหาพืชผักที่จะนำมารับประทานอยู่ล่ะก็ ขอบอกเลยว่าต้นหอมเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียวค่ะ และอย่าลืมล้างผักให้สะอาดก่อนรับประทานกันนะคะ

ลดหวาน ด้วยสิ่งทดแทนความหวานเหล่านี้

สำหรับสาวๆ ที่ขาดหวานไม่ได้ ไม่ว่าจะกินอะไรก็ต้องใส่น้ำตาลปรุงรสให้หวานเจี๊ยบไว้ก่อน รู้หรือไม่คะว่าการกินหวานมากๆ นั้น จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งระดับน้ำตาลในเลือดที่อาจจะสูงขึ้นจนกลายเป็นโรคเบาหวาน อีกทั้งยังไม่ดีต่อสุขภาพในช่วงลดน้ำหนักด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้คุณสาวๆ ได้มีหุ่นสวยมากขึ้น และสุขภาพที่ดี วันนี้เราจึงมาแนะนำ 5 เครื่องปรุงทดแทนความหวานจากน้ำตาลด้วยแคลอรี่ที่น้อยและปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่า เพื่อให้คุณสาวๆ ที่ติดหวานห่างไกลจากอันตรายของน้ำตาลกันมากขึ้น มีเครื่องปรุงแทนความหวานชนิดใดบ้างนั้น มาดูกันเลย

1. หญ้าหวาน

ถือเป็นสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะมีปริมาณพลังงาน 0 แคลอรี่ กินแล้วสบายใจ ไร้กังวลว่าร่างกายจะได้รับน้ำตาลในปริมาณมาก แถมหญ้าหวานยังเป็นพืชที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 20 เท่า สาวๆ ที่ติดหวานรับรองว่าฟินอย่างแน่นอน

2. น้ำผึ้ง

ในน้ำผึ้งมีส่วนประกอบของเกลือแร่ที่ร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้เป็นพลังงานได้ จึงไม่ทำให้อ้วน และดีต่อสุขภาพ เพราะเมื่อกินแล้วจะช่วยให้ร่างกายเกิดกระบวนการเผาผลาญที่ดีขึ้น อีกทั้งยังมีความหวานพอๆ กับน้ำตาลเลยทีเดียว

3. ไซลิทอล

เป็นน้ำตาลที่พบได้จากพืช ผัก และผลไม้หลายชนิด ส่วนใหญ่มักพบเป็นส่วนประกอบในหมากฝรั่งที่มีปริมาณแคลอรี่ต่ำ มีส่วนช่วยในการลดอาการฟันผุ ปรับภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งทำหน้าที่ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยและความแก่ชราลงได้อีกด้วย

4. แอสปาแตม

เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่มีความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 200 เท่า มีประโยชน์ต่อร่างกายในเรื่องลดการเกิดฟันผุ ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถกินได้อย่างปลอดภัย เพราะไม่มีพลังงาน ไม่มีปริมาณน้ำตาล ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเหมาะสำหรับนำไปใส่ในอาหารหรือเครื่องดื่มที่ไม่ผ่านความร้อน เพราะความร้อนจะเปลี่ยนแปลงโมเลกุลของแอสปาแตม ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

5. อินทผลัม

พืชตระกูลปาล์มที่สามารถนำใช้เพิ่มรสชาติความหวานให้กับอาหารได้ โดยสรรพคุณของอินทผลัมก็คือ มีวิตามินเอ วิตามินบี 1 และแร่ธาตุหลายชนิด ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกายให้สมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีคอเลสเตอรอล แถมยังมีไขมันต่ำมาก

สาวๆ ที่ติดหวานทั้งหลาย ลองประยุกต์นำเอาเครื่องปรุงเหล่านี้ไปใช้ในการทดแทนความหวานจากน้ำตาลในมื้ออาหารหรือเครื่องดื่มของคุณดู นอกจากจะทำให้ไม่อ้วนขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้สาวๆ มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้อีกด้วย