โรคติดต่อที่เกิดจากการกินน้ำแก้วเดียวกันหรือว่าหลอดเดียวกัน 

ถ้าหากว่าเรานั้นไม่อยากที่จะเป็นโรคติดต่อหรือว่าโรคอะไรก็แล้วแต่นั้นอย่ากินแก้วน้ำเดียวกันเพราะว่าเรานั้นไม่รู้เลยว่าคนที่เรานั้นยอมกินแก้วน้ำเดียวกันเป็นโรคอะไรนั้นมาบ้างเพราะว่าในแต่ละคนนั้นย่อมต้องมีบ้างที่คนนั้นเป็นโรคติดต่อโดยที่เรานั้นไม่รู้เรื่องการที่เรานั้นจะยอมกินน้ำแก้วเดียวกันหรือว่าหลอดเดียวกันเราต้องรู้ว่าเป็นมาจากไหน

มีความที่เรานั้นจะเชื่อมั่นจากเขาคนนั้นได้มากแค่ไหน การที่เรานั้นจะติดต่อหรือว่าเป็นโรคติดต่อนั้นไม่ใช่แค่การที่เรานั้นกินน้ำแก้วเดียวกันการที่เรารับประทานอาหารจานเดียวกันก็เป็นได้เหมือนกันเช่นช้อน  ส้อม  ตะเกียบ  และหลอดดูดน้ำเพราะว่าพวกโรคพวกนี้นั้นจะมาจากน้ำลายได้ 

     ทำไมเรานั้นต้องห้ามกินแก้วน้ำเดียวกับผู้อื่น 

การที่เรานั้นกินแก้วน้ำหรือว่าหลอดเดียวกันนั้นเพราะว่าคนที่เป็นนั้นเขาจะแพร่เชื้อโรคที่ติดต่อกันได้ผ่านทางที่เรานั้นกินอย่างเช่น  หลอดน้ำเดียวกัน  แก้วเดียวกัน เพราะว่าของที่เรานั้นสำผัสนั้นโดนน้ำลายกันและเรานั้นก็กินเข้าไปก็อาจจะทำให้เรานั้นเชื้อที่ปะปนอยู่ก็ได้ มีโรคอะไรบ้างที่ทำให้เรานั้นกินของร่วมกันแล้วเกิดเป็นโรคได้เราไปดูกันว่ามรอะไรบ้าง 

  1. ไข้หวัดใหญ่  ไข้หวัด   ไข้หวัดชนิดอื่นๆ  รวมไปถึงโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนา  หรือ โควิด19  อีโบลา  และ ซารส์ ด้วย
  2.  คางทูม             
  3. ไอกรน 
  4. หัดเยอรมัน 
  5. คอตีบ 
  6. ไวรัสตับอักเสบเอ และอี  ไวรัสตับอังเสบบี ไม่ติดต่อกันทางลมหายใจ  อาหารหรือน้ำดื่ม  การให้นม  การที่เรานั้นจูบกันและปากของเรานั้นเป็นแผล
  7. กลุ่มโรคมือ เท้า  ปาก  และโรคเฮอแปงไจนา  (โรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นกับเด็กเล็ก  ทำให้มีไข้  มีแผลในปาก ) 
  8. เริมที่ปาก 
  9. โมโนนิวคลิโอซิส (จากเชื้ออีบีวี หรือ ซีเอ็มวี  ) โรคติดต่อที่ผ่านทางจูบ (น้ำลาย ) 

ถ้าเรานั้นต้องอยู่ในสถานะที่เรานั้นต้องใช้ภาชนะเครื่องดื่มกันเรานั้นต้องทำยังไง

หากวันใดวันหนึ่งนั้นเราต้องเจอสถานการณ์ที่เรานั้นต้องกินแก้วร่วมกับเพื่อนนั้นเราก็ต้องพยายามที่จะหลีกถ้ามันจำเป็นจริงเรานั้นก็ต้องหาหลอดมาเอา หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้นั้นเราก็บอกเลยว่าเรานั้นต้องไปธุระอะไรแบบนี้ไปเลยเพราะว่าการที่เรานั้นต้องกินของที่ร่วมกับคนอื่นซึ่งเรานั้นก็ไม่รู้ว่าเขานั้นเกิดเป็นโรคอะไรมานั้นแล้วถ้ามาติดเราล่ะเราจะทำยังไงใครจะช่วยเรา 

 

สนับสนุนโดย  เว็บแทงหวยถอนขั้นต่ำ100

สุขภาพปากสัมพันธ์กับสุขภาพใจ

สุขภาพปากสัมพันธ์กับสุขภาพใจ

เรื่องสุขภาพปากที่ส่งผลต่อสุขภาพของส่วนอื่นของร่างกายบางครั้งอาจจะเป็นสิ่งที่พวกเราเคยได้ฟังกันมาบ้างแล้ว
แม้กระนั้นผลวิจัยซึ่งเผยแพร่ทางนิตยสารวิชาการเกี่ยวกับโรคหัวใจของยุโรปชื่อ Journal of Preventive Cardiology เมื่อต้นเดือนธ.ค. จากการพิจารณาข้อมูลสุขภาพของชาวประเทศเกาหลีกว่า 161,000 คน บางครั้งก็อาจจะช่วยย้ำความพึงพอใจหัวข้อนี้ได้

การค้นคว้าที่ว่านี้ติดตามข้อมูลด้านของสุขภาพของชาวประเทศเกาหลีใต้อายุระหว่าง 40–79 ปี เป็นเวลา 10 ปีกว่า โดยเป็นการสะสมข้อมูลในทุกด้าน ตั้งแต่ต้นแบบการใช้ชีวิต ปัญหาความป่วย รวมถึงสุขภาพของโพรงปากด้วย

ผลการศึกษาเรียนรู้สรุปว่า คนที่ดูแลรักษาสุขภาพช่องปากได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการ แปรงฟันวันละหลายๆ ครั้งจะลดโอกาสการเสี่ยงของโรคหัวใจล้มเหลวแล้วก็อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือ atrial fibrillation ลงได้

โดยนักค้นคว้าพบว่าคนที่แปรงฟันอย่างต่ำวันละ 3 ครั้ง จะมีการเสี่ยงเรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะลดน้อยลง 10% แล้วลดการเสี่ยงของหัวใจล้มเหลวลงได้ 12%

ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยก่อนหน้าที่ผ่านมาพบว่า การปล่อยปละละเลยไม่ดูแลรักษาสุขภาพภายในปากนั้นเพิ่มเชื้อแบคทีเรียในกระแสโลหิตซึ่งนำไปสู่สภาวะอักเสบภายในร่างกายหรือ inflammation รวมถึงเพิ่มการเสี่ยงของอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะรวมทั้งหัวใจล้มเหลวด้วย

การศึกษาของชมรมโรคหัวใจอเมริกันเมื่อปีที่ผ่านมาให้ข้อมูลว่า พวกเราควรจะแปรงฟันสองครั้งต่อวันเป็นขั้นต่ำ โดยใช้เวลาทีละ 2 นาทีเพื่อลดการเสี่ยงเกี่ยวกับหัวใจดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และก็นอกเหนือจากการแปรงฟันแล้วการรักษาสุขภาพเหงือกก็สำคัญด้วยเหมือนกัน เนื่องจากว่าถ้าหากฟันดีแต่เหงือกอักเสบ ช่องทางที่จะเกิดภาวะอักเสบภายในร่างกายรวมถึงโรคหัวใจก็ยังมีอยู่ โดยการรักษาสุขภาพเหงือกนั้นจำเป็นจะต้องใช้ไหมขัดฟันขั้นต่ำวันละครั้ง

แต่ หากแม้ผลการค้นคว้าคราวนี้จะให้ภาพเกี่ยวกับสุขภาพของโพรงปากรวมทั้งสุขภาพของหัวใจ แต่ว่านักค้นคว้าบางบุคคลก็เตือนว่าข้อมูลดังกล่าวข้างต้นมาจากคนภายในประเทศเดียวรวมทั้งเป็นข้อมูลในเชิงสังเกต ซึ่งยังไม่สามารถที่จะพิสูจน์ถึงปัจจัยและก็ผลประโยชน์

แม้กระนั้นแม้ว่ารายงานการศึกษาค้นคว้าวิจัยนี้จะยังไม่สามารถที่จะชี้แจงความเป็นเหตุรวมทั้งผลเรื่องสุขภาพของปากกับสุขภาพหัวใจ เนื่องจากเพียงแค่แสดงถึงความเกี่ยวข้อง แม้กระนั้นขั้นต่ำข้อมูลดังที่กล่าวมาแล้ว บางครั้งอาจจะช่วยเตือนสติว่าคนที่ต้องการมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงจำเป็นจะต้องเริ่มจากการดูแลและรักษาความสะอาดของเหงือกรวมทั้งฟัน

ทำความเข้าใจ การใช้ยาปฏิชีวนะ

ในการรักษาอาการป่วย หรืออาการของโรคต่างๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งบางครั้งหรือทุกครั้งในการรักษาจำเป็นจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หรือที่อาจรู้จักกันในชื่อยาฆ่าเชื้อ ที่เรียกกันโดยชาวบ้านนั่นเอง ซึ่งการทานยาฆ่าเชื้อแบบ เอะอะก็ ซื้อยามาทานโดยไม่มีคำแนะนำหรือใบจ่ายยาจากแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยทานยาแบบไร้ประสิทธิภาพ ทานเมื่อป่วย หยุดทานเมื่อหายแล้วไม่ได้ทานต่อให้หมด ซึ่งชักนำไปสู่การติดเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของไทย เกิดจากการใช้ยาพร่ำเพรื่อ ใช้ยาไม่ถูกวิธี เช่น การกินยาดักไว้ก่อน กินยาฆ่าเชื้อทั้ง ๆ ที่ไม่มีเชื้อโรคให้ฆ่า อันตรายเกิดขึ้นเมื่อป่วยจริงแต่กินยาอะไรก็ไม่หาย และเสี่ยงเสียชีวิตได้

ทำความเข้าใจ การใช้ยาปฏิชีวนะ
การใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคต่าง ๆ สามารถช่วยรักษาโรค และอาการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกวิธี แทนที่จะหายจากโรคภัยเหมือนตอนที่ใช้ครั้งแรก ๆ อาจทำให้เกิดอาการดื้อยา หรือเชื้อดื้อยาขึ้น อธิบายง่ายๆ คือ เมื่อป่วยด้วยเชื้อตัวเดิมที่เคยรักษามาแล้ว แต่เมื่อใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกวิธี เมื่อป่วยอีกครั้งก็อาจไม่สามารถรักษาให้หายได้ เพราะเชื้ออาจมีการพัฒนาขึ้นจนสามารถต่อสู้กับยานั้นได้ เชื้อแบคทีเรียอาจต่อต้านยาปฏิชีวนะตัวเดิมที่เคยใช้ ทำให้การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไม่ได้ผลดีดังเดิม จนต้องเปลี่ยนไปใช้ยาที่ออกฤทธิ์แรงกว่า อาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกายมากกว่า อาจต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาแพงขึ้น หรือผู้ป่วยอาจเสี่ยงเสียชีวิตมากขึ้น

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ยาปฏิชีวนะ
ผศ. นพ. พิสนธิ์ จงตระกูล จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุว่า ยาปฏิชีวนะ เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วประสิทธิภาพจะลดลงจากปัญหาเชื้อดื้อยา เมื่อนำมาใช้พร่ำเพรื่อ เชื้อจะดื้อยามากขึ้นเรื่อย ๆ และใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ออกฤทธิ์ในโรคติดเชื้อไวรัส

อาหารกับโรคความดันโลหิตสูง

สถานการณ์สุขภาพของคนในปัจจุบัน พบว่าคนไทยมากกว่าร้อยละ 50 มีแนวโน้มหรือกำลังเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ตัวกัน และถ้าหากไม่รีบรักษาให้ทัน โรคความดันโลหิตสูงนี้จะนำพาไป เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคไต ซึ่งโรคที่กล่าวมานี้ดันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก!!
แต่อย่าพึ่งกังวลใจไป เพราะคุณสามารถหยุดความเสี่ยงจะเป็นโรคความดันโลหิตได้ หากคุณแค่ “เลือกกิน” อาหารที่ดีกับสุขภาพ เมื่อพูดถึงอาหารสุขภาพแล้วคุณคงคิดแหละว่ามันไม่น่าอร่อยเลย ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะอาหารเพื่อสุขภาพก็อร่อยได้

อาหารที่คุณต้องเลือกทาน ต้องมีโซเดียมต่ำ มีแร่โพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม เพราะมันดีกับผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นหากเลือกใช้อาหารที่มีแร่ธาตุเหล่านี้เป็นมื้อเพื่อสุขภาพของคุณได้เลย

1. กีวี ผลไม้ที่วิตามินซีสูงปี๊ด พูดได้เลยว่ามีวิตามินซีสูงกว่าส้มซะอีก
วิตามินซีเกี่ยวกับความดันโลหิตสูงยังไง?
เพราะวิตามินซีทำงานร่วมกับแร่ธาตุโพแทสเซียม ทำให้สามารถช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตของเราได้ และนอกจากนี้ยังดีกับสุขภาพผิว ช่วยลดริ้วรอยได้อีก!

2. เนื้อสันใน
ทำไมต้องเลือก เนื้อสันใน ?
เพราะเนื้อสันในมีโพแทสเซียมที่ดีต่อระดับความดันโลหิต ถึง 15% คอเลสเตอรอลต่ำ รับประมาณ 5-6 ชิ้นต่อวันถือว่ากำลังดี และอย่าลืมปรุงให้พอดีเพราะการปรุงมีผลต่อระดับโซเดียมที่เพิ่มขึ้น

3. กล้วยหอม นึกไม่ออกว่าผลไม้อะไรดี หยิบกล้วยทานได้เลย มีโพแทสเซียมมากถึง 12% กินแล้วจะรู้สึกสดชื่นขึ้นด้วยนะ

4. ถั่วขาว เป็นอาหารหรือธัญพืชที่ดีมากๆ ต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ไม่ว่าคุณจะทำเมนูอะไร แค่เติมถั่วขาวเข้าไป มื้อนั้นๆ ก็จะกลายเป็นเมนูเพื่อสุขภาพได้เลย ในถั่วขาวมีแมกนีเซียมสูงถึง 30%

5. คะน้า มีคุณค่าเหมาะกับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เพิ่มการกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานเป็นปกติ มีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด วิตามินซีสูงก็มากไม่แพ้ผลไม้ ผักคะน้าปรุงสุกมีโพแทสเซียมกับแคลเซียมมากถึง 9%

6. ปลา ที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 นอกจากปลาแซลมอน และซาร์ดีนแล้ว ปลาทะเลไทยอย่าง ปลาทู ปลารัง ปลากะพง ปลาเก๋า ปลาอินทรีย์ ก็มีกรดนี้เช่นกัน โอเมก้า-3 ช่วยลดการอุดตันของหลอดเลือด คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูงได้ดี

7. ข้าวโอ๊ต นอกจากโพแทสเซียม แมกนีเซียม ยังมีเส้นใยอาหารที่ดีกับระบบหลอดเลือด ช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ

คุณรู้จักกับอาหารเสริมบำรุงตับดีแค่ไหน

ตับของคุณมีอาการบวมแปลกๆ เสี่ยงต่อโรคตับอ้วน

ตับบวม หรือ ไขมันพอกตับ ไขมันแทรกตับ ไขมันเกาะตับ หรือศัพท์อะไรตามแต่ที่ทำให้เรารับรู้ได้ว่า ปริมาณไขมันในร่างกายมีมากจนไปเกาะอยู่ที่บริเวณตับ ถ้าไม่ป้องกันด้วยการทาน อาหารเสริมบำรุงตับ หรือรักษาให้ดีดี สุดท้ายอาจทำให้เป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ ถึงขั้นนั้นอาจจะทำให้เสียชีวิตได้

ตับ เกิดจาก เซลล์เล็ก ๆ รวมกันมากกว่า 3ล้านล้านเซลล์ และภายในเต็มไปด้วยเอนไซม์ชนิดต่าง ๆที่ถูกผลิตมาจากอวัยวะภายในมากกว่า 2000ชนิด มีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1.5 กิโลกรัม โดยปกติตับของคนเราจะมีสีน้ำตาลแกมแดง

เซลล์ไขมันพอกตับนั้นอาจะเกิดจากไขมัน มาเกาะอยู่ที่บริเวณตับมากเกินไป โดยที่ปกติคนเราจะอยู่ที่ 3-5% เท่านั้น หากมีปริมาณสูงถึง 10% หรือมากกว่า ตับจะอยู่ในอันตราย มีภาวะไขมันสะสมในตับมากเกินไป ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยไขมันอาจจะอุดท่อลำเลียง ท่อส่ง หรือเกาะบริเวณเซลล์ของตับ จากสถิติการทดลองตรวจสุขภาพตับของ 10 คนจะมีค่าของไขมันเกาะที่ตับมากกว่าปกติถึง 4 คน และคนที่เป็นโรคเบาหวานหรือคนอ้วนจะมีโอกาสเป็นไขมันพอกตับมากกว่าคนปกติ และร้อยละ 50 จะไม่แสดงอาการออกมาให้เห็น

 

กลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในกลุ่มไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน โรคเบาหวาน ผู้คนเหล่านี้มีภาวะไขมันพอกตับร้อยละ 90 ในจำนวนร้อยละ 20 จะมีอาการตับอักเสบร่วมด้วย และร้อยละ 10 จะเป็นโรคตับแข็ง

ระยะของไขมันพอกตับมี 4 ระยะด้วยกันทั้งหมดดังนี้

ระยะที่ 1 เป็นระยะไขมันเกาะตัวอยู่ในเนื้อตับ ไม่ส่งผลใด ๆ ไม่มีอาการอักเสบหรือพังผืดเกิดขึ้นในตับ

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่เริ่มมีอาการอักเสบของตับ หากไม่ควบคุมดูแลดีดี ปล่อยให้อักเสบเรื่อยๆ อาจเกิดเป็นตับอักเสบเรื้อรัง

ระยะที่ 3 เป็นระยะอักเสบรุนแรง ก่อให้เกิดพังผืด เซลล์ต่างๆเริ่มถูกทำลาย

ระยะที่ 4 เซลล์ตัวถูกทำลายมาก ตับอาจไม่ทำงานตามปกติ ส่งผลให้เป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ในที่สุด