ลดหวาน ด้วยสิ่งทดแทนความหวานเหล่านี้

สำหรับสาวๆ ที่ขาดหวานไม่ได้ ไม่ว่าจะกินอะไรก็ต้องใส่น้ำตาลปรุงรสให้หวานเจี๊ยบไว้ก่อน รู้หรือไม่คะว่าการกินหวานมากๆ นั้น จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งระดับน้ำตาลในเลือดที่อาจจะสูงขึ้นจนกลายเป็นโรคเบาหวาน อีกทั้งยังไม่ดีต่อสุขภาพในช่วงลดน้ำหนักด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้คุณสาวๆ ได้มีหุ่นสวยมากขึ้น และสุขภาพที่ดี วันนี้เราจึงมาแนะนำ 5 เครื่องปรุงทดแทนความหวานจากน้ำตาลด้วยแคลอรี่ที่น้อยและปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่า เพื่อให้คุณสาวๆ ที่ติดหวานห่างไกลจากอันตรายของน้ำตาลกันมากขึ้น มีเครื่องปรุงแทนความหวานชนิดใดบ้างนั้น มาดูกันเลย

1. หญ้าหวาน

ถือเป็นสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะมีปริมาณพลังงาน 0 แคลอรี่ กินแล้วสบายใจ ไร้กังวลว่าร่างกายจะได้รับน้ำตาลในปริมาณมาก แถมหญ้าหวานยังเป็นพืชที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 20 เท่า สาวๆ ที่ติดหวานรับรองว่าฟินอย่างแน่นอน

2. น้ำผึ้ง

ในน้ำผึ้งมีส่วนประกอบของเกลือแร่ที่ร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้เป็นพลังงานได้ จึงไม่ทำให้อ้วน และดีต่อสุขภาพ เพราะเมื่อกินแล้วจะช่วยให้ร่างกายเกิดกระบวนการเผาผลาญที่ดีขึ้น อีกทั้งยังมีความหวานพอๆ กับน้ำตาลเลยทีเดียว

3. ไซลิทอล

เป็นน้ำตาลที่พบได้จากพืช ผัก และผลไม้หลายชนิด ส่วนใหญ่มักพบเป็นส่วนประกอบในหมากฝรั่งที่มีปริมาณแคลอรี่ต่ำ มีส่วนช่วยในการลดอาการฟันผุ ปรับภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งทำหน้าที่ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยและความแก่ชราลงได้อีกด้วย

4. แอสปาแตม

เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่มีความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 200 เท่า มีประโยชน์ต่อร่างกายในเรื่องลดการเกิดฟันผุ ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถกินได้อย่างปลอดภัย เพราะไม่มีพลังงาน ไม่มีปริมาณน้ำตาล ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเหมาะสำหรับนำไปใส่ในอาหารหรือเครื่องดื่มที่ไม่ผ่านความร้อน เพราะความร้อนจะเปลี่ยนแปลงโมเลกุลของแอสปาแตม ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

5. อินทผลัม

พืชตระกูลปาล์มที่สามารถนำใช้เพิ่มรสชาติความหวานให้กับอาหารได้ โดยสรรพคุณของอินทผลัมก็คือ มีวิตามินเอ วิตามินบี 1 และแร่ธาตุหลายชนิด ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกายให้สมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีคอเลสเตอรอล แถมยังมีไขมันต่ำมาก

สาวๆ ที่ติดหวานทั้งหลาย ลองประยุกต์นำเอาเครื่องปรุงเหล่านี้ไปใช้ในการทดแทนความหวานจากน้ำตาลในมื้ออาหารหรือเครื่องดื่มของคุณดู นอกจากจะทำให้ไม่อ้วนขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้สาวๆ มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้อีกด้วย

หยุดทำร้ายตับ ด้วยสิ่งเหล่านี้

ตับเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย หน้าที่หลักของตับคือการกรองเลือดที่มาจากทางเดินอาหารก่อนส่งผ่านไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ตับยังช่วยล้างพิษสารเคมีและดูดซึมยา รวมถึงสร้างเกลือน้ำดี (bile salt) และน้ำดีเพื่อทำหน้าที่ละลายไขมัน ช่วยสร้างโปรตีน วิตามิน และสร้างสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว

ตับเป็นอวัยวะที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ หากเกิดความผิดปกติเพียงเล็กน้อย แต่หากปล่อยให้ตับต้องเผชิญกับพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพตับอยู่ทุกวัน อาจเกิดอันตรายต่อตับ จนกระทั่งส่งผลให้เกิดตับแข็ง เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับในที่สุด

อาหารและพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อตับ
1. ยา อาหารเสริม และสมุนไพร

  • แม้ว่าฉลากจะระบุว่า “ธรรมชาติ” แต่สมุนไพรบางชนิดก็อาจส่งผลถึงการทำงานของตับได้ ทั้งนี้ยังรวมถึงการรับประทานอาหารเสริมหรือยาที่มากเกินความจำเป็น จนตับต้องทำงานหนักตลอดเวลา อาจส่งผลให้ตับอักเสบได้ ดังนั้นก่อนรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพร จึงควรปรึกษาแพทย์ให้แน่ใจว่าปลอดภัยและส่งผลดีต่อสุขภาพตับ

2. สารเคมีและสารพิษ

  • ยาฆ่าแมลง สารเคมี และสารพิษบางชนิดหากเข้าสู่ร่างกายอาจเป็นสาเหตุของตับอักเสบได้ เช่น สารกำจัดศัตรูพืชพาราคว็อต และสารหนู ที่อาจปนเปื้อนมาในผักผลไม้ รวมถึงน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงรับประทานผักผลไม้ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง รวมถึงการล้างทำความสะอาดที่ถูกวิธี และเลือกน้ำยาทำความสะอาดที่ปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

3. ไขมันส่วนเกิน

  • หากร่างกายมีไขมันส่วนเกินมากเกินไป อาจเกิดการสะสมที่ตับจนนำไปสู่โรค ไขมันพอกตับ ส่งผลให้ตับอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ภาวะตับแข็ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน หรือเป็นเบาหวาน ควรหันมาใส่ใจฟื้นฟูสุขภาพตับด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รวมถึงอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น ขนมกรุบกรอบและขนมอบ ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อควบคุมน้ำหนัก

4. แอลกอฮอล์และน้ำอัดลม

  • เป็นที่ทราบกันว่าการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพตับ แต่ “มากเกินไป” คือแค่ไหน มาตรฐานการดื่มจึงกำหนดให้ ในผู้หญิง ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ต่อวันคือ ไวน์ 5 ออนซ์ (มากกว่าครึ่งแก้วเล็กน้อย ) เบียร์ 12 ออนซ์ หรือเหล้า 1.5 ออนซ์ ส่วนคุณผู้ชายสามารถดื่มได้เป็น 2 เท่าต่อวัน
  • สำหรับน้ำอัดลม แม้การศึกษาไม่ได้พิสูจน์ว่าน้ำอัดลมเป็นสาเหตุสำคัญของตับอักเสบ แต่ก็พบว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะมีภาวะไขมันพอกตับมากขึ้น ดังนั้นหากสามารถลดปริมาณการดื่มน้ำอัดลมลงได้ อาจทำให้สุขภาพตับดีขึ้น

5. น้ำตาล

  • แน่นอนว่าน้ำตาลมากเกินไปย่อมไม่ดีสำหรับฟันและน้ำหนักตัว บางการศึกษายังแสดงให้เห็นว่าน้ำตาลอาจเป็นอันตรายต่อตับเช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ การมีระดับน้ำตาลที่สูงทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับจนกลายเป็นโรคไขมันพอกตับ แม้ในผู้ที่ไม่อ้วนก็ตาม

6. เลือดและการมีเพศสัมพันธ์

  • การใช้เข็มซ้ำ ไม่ว่าในกรณีใด อาจส่งผลให้เกิดการติดต่อของโรคไวรัสตับอักเสบบี และ ไวรัสตับอักเสบซี ทั้งนี้ยังรวมถึงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี และการใช้แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ หรือมีดโกนร่วมกับผู้อื่น หากมีการติดเชื้อแล้วอาจทำให้ป่วยเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งตับได้ในที่สุด

การดูแล สุขภาพตับ นอกจากการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพตับที่กล่าวมาแล้ว การตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อหาภาวะตับอักเสบ ไขมันพอกตับ พังผืดในตับ ก็มีความสำคัญ หากเราสามารถตรวจพบในเบื้องต้นสามารถรักษาได้ ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นมะเร็งตับ ทั้งนี้การฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคตับได้