ร้านชาบูร้านดังในจังหวัดขอนแก่นถูกลูกค้าโวย ปรับค่ากินเหลือขีดละ 100 บาท

       ที่จังหวัดขอนแก่นกำลังมีประเด็นร้อนแรงกันอย่างมากในโลกออนไลน์เมื่อมีคนจำนวนหนึ่งได้มีการออกมาโพสต์ลงใน Facebook ส่วนตัวเกี่ยวกับร้านอาหารดังร้าน 1 แถวกังสดาล 

โดยกลุ่มผู้ใช้ Facebook รายนี้ออกมาพูดถึงร้านอาหารดังกล่าวว่าเป็นร้านชาบูซึ่งปกติพวกเขาไปกินเป็นประจำอยู่แล้วแต่เดี๋ยวนี้ร้านชาบูดังกล่าวพนักงานแสดงกริยาอยากขายต่อหน้าลูกค้ามาก

        ดูใน Facebook ของบุคคลเหล่านี้กล่าวว่าพวกเขาไปกินอาหารที่ร้านชาบูแห่งนี้แต่เมื่อจะจ่ายเงินพนักงานของร้านกับมีการตรวจสอบอาหารที่เหลือซึ่งโดยปกติแล้วจะดูจากจำนวนอาหารที่เหลือที่อยู่บนโต๊ะแต่พนักงานมาชาบูระนี้ใช้วิธีการตรวจสอบเศษอาหารจากในหม้อชาบูยังยังกลับขึ้น

มาใส่ถุงพลาสติกและชั่งกิโลให้ดูด้วยพนักงานร้านเอากิโลมาวางไว้บนโต๊ะอาหารที่ลูกค้านั่งกินแล้วช่างเศษอาหารที่เหลือที่ตักมาจากในหม้อซึ่งบางครั้งเสกหมูและเศษผักที่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยพนักงานของร้านก็ยังตัดขึ้นมาเพื่อชั่งกิโลโดยหวังจะคิดเงินจากเศษอาหารเหล่านี้

       แน่นอนว่าลูกค้าหลายคนออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตั้งแต่ไปกินชาบูมาก็ไม่เคยเจอร้านชาบูร้านไหนที่จะแสดงกิริยาอาการแบบนี้ดังนั้นพวกเขาจึงออกมาโพสต์เล่าเรื่องราวที่พวกเขาได้เจอมาและยังมีการแชร์ให้คนในโลกออนไลน์ได้รู้ว่าหากคิดจะไปกินชาบูที่ร้านดังกล่าวนั้นก็ให้ระมัดระวังให้ดีเพราะถ้าหากกินเหลือคุณจะถูกคิดค่าบริการแพงมากๆและแน่นอนว่าพวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาคงจะไม่ไปกินร้านชาบูร้านนี้อีกแล้ว

      อย่างไรก็ตามหลังจากที่ข้อความนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไปทำให้เจ้าของร้านได้เข้ามาตอบคอมเม้นใน Facebook ของกลุ่มคนที่ออกมาพูดถึงการคิดค่าปรับสำหรับอาหารที่เหลือโดยเจ้าของร้านบอกว่าอันที่จริงแล้วพวกเขาไม่ต้องการที่จะมีการเรียกเก็บค่าปรับแบบนี้เลยแต่ทุกครั้งที่ลูกค้ามากินก็จะมีการกินเหลือแล้วนำอาหารที่เหลือนั้นไปทิ้งไว้ในหม้อซึ่งทำให้ร้านได้รับความเสียหายมากเพราะหลังจากที่นำหม้อไปล้างก็จะเห็นเศษอาหารเป็นจำนวนมากทำให้ทางร้านนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการคุมเข้มในการตรวจสอบการกินอาหารว่ามีการปักมาเยอะเกินแล้วกินหรือไม่

         อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นทางด้านเจ้าของร้านได้ออกมาขอโทษผ่านทาง facebook เป็นที่เรียบร้อยแล้วกับการกระทำของพนักงาน  ที่สร้างความไม่พอใจให้กับลูกค้าที่ไปกินชาบูที่ร้านนี้ 

 

สนับสนุนโดย  เว็บหวยออนไลน์อันดับ1

ไปทำบุญแต่โดนล้วงกระเป๋าภายในวัด

                เมื่อวันที่ 16 เดือนสิงหาคมปีพศ2563 ได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งได้ออกมาเตือนภัยให้คนในโลกออนไลน์ได้รับทราบถึงปัญหาสังคมที่มีอยู่ในตอนนี้โดยมีการระบุว่าตัวของเขาและญาติๆนั้นพากันเดินทางไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งที่อยู่ในจังหวัดศรีสะเกษซึ่งวัดดังกล่าวนั้นชื่อวัดบ้านหางว่าวโดยเขาบอกว่าขณะที่มีการทำบุญกันนั้นมีคนไปทำบุญเป็นจำนวนมากในวันดังกล่าวและมีคนมาทำโรงทานเพื่อแจกน้ำแจกอาหารด้วย

เหตุการณ์เกิดขึ้นในขณะที่ญาติของเขาที่ชื่อว่านางจิดาภาได้มีการไปนั่งตรงบริเวณที่มีการแจกของตรงโรงทานซึ่งในขณะนั้นมีพระสงฆ์เดินผ่านมาและขอบิณฑบาตนางจิดาภาจึงได้มีการเปิดกระเป๋าแล้วหยิบเอาเงินเพื่อไปทำบุญกับพระสงฆ์องค์ดังกล่าวหลังจากนั้นนำกระเป๋าตังค์ใส่ในกระเป๋าใบใหญ่อีกทีหนึ่งแต่นางจิดาภาอาจจะมีการลืมปิดกระเป๋าใบใหญ่

และในขณะนั้นได้มีการเดินเข้าไปในคนหมู่มากเพื่อไปทำการรับน้ำแตกซึ่งหลังจากเดินออกมาจากตรงจุดที่มีการแจกน้ำนางสีดาภาได้ยินเสียงคนตะโกนขึ้นมาว่ากระเป๋าตังค์ของเขาหายนางจิรภาจึงได้สำรวจกระเป๋าตังค์ของตนเองก็พบว่ากระเป๋าตังค์ของตนเองก็หายเช่นเดียวกันและเมื่อมีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในวัดพบว่าขณะที่นางจิตราภาเข้าไปเพื่อรับน้ำแตกนั้นปรากฏว่ามีเด็กชายไม่ทราบชื่อได้เข้ามาล้วงเอาเงินในกระเป๋าไป

ซึ่งนอกจากจะได้เงินไปแล้วยังมีเอกสารสำคัญของทางราชการหลายอย่างทั้งของนางจิดาภาเองและของแม่ของนางจิดาภารวมถึงเอกสารของลูกสาวของนางจิดาภาก็อยู่ในกระเป๋าใบเดียวกันนั้นหลังจากเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วจึงได้มีการขอภาพจากทางวัดเพื่อนำภาพดังกล่าวนั้นไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้เอามาแชร์ให้คนในโลกออนไลน์รู้เพื่อที่เวลาใครที่เดินทางไปทำบุญที่วัดหรือไปที่ไหนก็แล้วแต่ที่มีความหนาแน่นอยากจะให้ระมัดระวังกระเป๋าสตางค์ของตนเองเพราะช่วงนี้อย่างที่เรารู้กันดีว่าหลายคนนั้นตกงานและไม่มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันดังนั้นช่วงนี้ทำให้มีโจรขโมยชุกชุมเป็นอย่างมาก

ดังนั้นเจ้าของทรัพย์สินเงินทองต้องดูแลทรัพย์สินของตนเองระวังการถูกล้วงกระเป๋าและไม่ควรใส่ทองออกไปเดินข้างนอกเพราะจะทำให้ถูกกระชากสร้อยหรือถูกโจรปล้นได้นั่นเองสำหรับเรื่องของนางจิดาภานั้นตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามหาตัวคนร้ายอยู่ซึ่งคาดว่าคนร้ายน่าจะมีหลายคนและทำเป็นขบวนการเนื่องจากว่าในวันที่นางจิดาภาโดนขโมยกระเป๋าเงินนั้นมีชาวบ้านคนอื่นๆอีกหลายคนที่กระเป๋าเงินหายเช่นเดียวกัน 

 

 

สนับสนุนโดย  รวมเว็บหวยออนไลน์

นักเรียนชั้น ม.3 ถูกให้ออกจากโรงเรียน 3 คนผู้ปกครองร้องสื่อหวังทวงความเป็นธรรม

         ปัญหาเกี่ยวกับเด็กนักเรียนทางโรงเรียนที่มักจะมีความขัดแย้งกันอยู่เป็นประจำนั้นแทบจะมีเรื่องราวให้เห็นเป็นประจำเกือบทุกวันซึ่งปัญหานั้นอาจจะมีทั้งปัญหาเล็กน้อยและปัญหาลุกลามใหญ่โตอย่างล่าสุดที่เป็นปัญหาระหว่างเด็กนักเรียนกับทางโรงเรียน 1 ขนาดเป็นข่าวโด่งดังใหญ่โตอยู่ในขณะนี้นั่นก็คือเมื่อมีผู้ปกครองของเด็กนักเรียนจำนวน 3 คนออกมาร้องเรียนผ่านสื่อว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากโรงเรียนเนื่องจากว่าทางโรงเรียนนั้น

มีการไล่เด็กนักเรียนจำนวน 3 คนออกหรือผู้ปกครองนั้นอยากจะให้มีการตรวจสอบโรงเรียนดังกล่าวซึ่งปัญหาที่พบอยู่ในขณะนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นที่จังหวัดสิงห์บุรีโดยโรงเรียนที่พบปัญหานั้นคือโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์สำหรับต้นเหตุของปัญหานั้นทางด้านผู้ปกครองออกมาร้องเรียนผ่านสื่อว่าเด็กนักเรียน 1 ใน 3 คนนั้นมีน้องอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ซึ่งเด็กป6 งานถูกคุณครูทำโทษด้วยการถูกตีจึงไปฟ้องที่ตนเองว่าคุณครูตีหลังจากนั้นพี่ก็มาต่อว่าคุณครูที่ไปตีน้องของเขาทางด้านคุณครูนั้นจึงไม่พอใจและไปแจ้งกับผู้อำนวยการโรงเรียนหลังจากนั้นก็มีการทำเรื่องไล่ออกโดยให้เหตุผลว่าเด็กทั้ง 3 คนนั้นมีนิสัยนักเลง และจะมาก่อเหตุในโรงเรียนต้องให้ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนทั้ง 3 คนนั้นเกิดความรู้สึกไม่พอใจและไม่สบายใจเพราะว่าลูกตนเองนั้นถูกไล่ออกจากโรงเรียนกลางคันเกรงว่าลูกจะเรียนไม่จบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3

      และจากปัญหาข้างต้นนี้เองเมื่อมีข่าวออกมาตามสื่อต่างๆก็ทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนของวัดสว่างอารมณ์ออกมาชี้แจงถึงเหตุผลที่ทางโรงเรียนต้องไล่เด็กนักเรียนทั้ง 3 คนออกว่าอันที่จริงแล้วสาเหตุนั้นไม่ได้เกิดจากการที่เด็กนักเรียนมาต่อว่าคุณครูเพราะปัญหาคุณครูตีน้องแต่เด็กนักเรียนทั้ง 3 คนนั้น

มักจะก่อเหตุทะเลาะวิวาทอยู่เป็นประจำซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกโดยเด็กนักเรียนทั้ง 3 คนนั้นประพฤติตัวเกเรมีนิสัยก้าวร้าวเคย แอบปีนเข้าไปในห้องคอมพิวเตอร์จนทำให้เพดานฝ้าบนห้องคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหายคือยกพวกไปทำร้ายคุณครูและยังเคยเอาสีไปเขียนกำแพงโรงเรียน

ซึ่งวีรกรรมแต่ละอย่างนั้นทางด้านโรงเรียนก็มีการทนพฤติกรรมของนักเรียนมาโดยตลอดและมีการแจ้งพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ไปทางผู้ปกครองแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นดังนั้นการทำผิดในครั้งล่าสุดนี้นับได้ว่าเป็นครั้งที่ 3 จึงทำให้ทางโรงเรียนพิจารณาเห็นว่าเด็กนักเรียนทั้ง 3 คนนั้นควรจะต้องได้รับโทษจากทางโรงเรียนจึงได้มีการไล่ออกเพราะก่อนหน้านี้เคยคุยกับผู้ปกครองของเด็กแล้ว

ว่าถ้าหากเด็กนักเรียนทั้งสามคนทำความผิดอีกจะไม่มีการเชิญผู้ปกครองมาพูดคุยกันอีกแล้วแต่จะให้เด็กนักเรียนทั้ง 3 คนนั้นออกจากโรงเรียนเลยซึ่งผู้ปกครองก็รับทราบและรับปากแล้วเป็นอย่างดีนั้นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บหวยออนไลน์อันดับ1

ห้างในประเทศมาเลเซีย พบเด็กทารกถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวในรถ ตอนแม่ไปช็อปปิ้ง

          เมื่อวันที่ 26 เดือนสิงหาคมปี พ.ศ. 2563  มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวของประเทศมาเลเซียระบุว่า ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในประเทศอินโดนีเซียได้มีการพบทารกซึ่งเป็นทารกเพิ่งเกิดได้ไม่นานถูกทิ้งเอาไว้ในเบาะรถยนต์ซึ่งจอดไว้ภายในที่จอดรถของห้างด้วยห้างดังกล่าวนั้นอยู่ในรัฐปีนังโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้มีผู้หญิงคนหนึ่งเธอได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องราวดังกล่าวว่าเธอได้ไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

และเมื่อซื้อของเสร็จเรียบร้อยแล้วขณะที่เดินทางกลับมาที่รถของเธอนั้นปรากฏว่าเธอเห็นคนจํานวนหนึ่งกำลังยืนล้อมรถคันหนึ่งอยู่ซึ่งรถคันดังกล่าวนั้นจอดอยู่คู่กับรถของเธอซึ่งเมื่อเธอเข้าไปสอบถามก็พบว่ากลุ่มคนที่มามุงดูรถนั้นเห็นว่าในรถนั้นมีทารกนอนอยู่แต่ไม่พบผู้ปกครองของเด็กอยู่ภายในรถด้วย

ซึ่งพวกเขาเกรงว่าเด็กทารกที่นอนอยู่ในรถจะเกิดอันตรายถึงแม้ว่าพวกเขาจะมองเห็นว่าที่ลดนั้นมีการเปิดกระจกเงาไว้นิดหน่อยเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ก็ตามอย่างไรก็ตามเธอได้ถ่ายรูปเด็กทารกคนดังกล่าวเพื่อไปติดต่อเจ้าหน้าที่ของห้างให้มีการประชาสัมพันธ์หาแม่ของเด็กแต่ก็ไม่สามารถตามหาตัวแม่ของเด็กเจอจนในที่สุดเจ้าหน้าที่ของห้างก็พากันเดินทางมาที่รถแล้วก็ใช้อุปกรณ์เปิดหน้าต่างทำให้สามารถเปิดประตูและนำทารกออกมาไว้ที่นอกรถได้

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของห้างก็ได้นำตัวเด็กทารกไปไว้ตรงบริเวณประชาสัมพันธ์เพื่อรอให้แม่ของเด็กมารับซึ่งเธอได้ติดตามเรื่องนี้จนได้รู้ว่าหลังจากที่นำเด็กออกมาจากรถได้เพียงประมาณ 15 นาทีแม่ของเด็กก็มารับลูกของเธอกลับไปด้วยเธอให้เหตุผลกับทางเจ้าหน้าที่ของข้างว่าจำเป็นที่จะต้องมีการนำรูปทิ้งไว้ในรถแล้วเธอต้องมาซื้อของใช้ภายในบ้าน

แต่เนื่องจากว่าที่บ้านของเธอนั้นไม่มีใครที่จะสามารถเลี้ยงลูกให้เธอได้เธอจึงต้องนำลูกมาซื้อของด้วยแต่ปรากฏว่า เมื่อเธอนำลูกมาที่ห้างพนักงานของห้างก็ไม่สามารถให้เธอนำรูปเข้าไปในห้างได้เนื่องจากว่ามีมาตรการออกมาเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโคโรน่าที่มีการออกกฎหมายห้ามเด็กที่อายุยังไม่เกิน 12 ปีเข้าไปในห้างดังนั้นเธอจึงไม่สามารถนำรูปของเธอเป็นทารกแรกเกิดเข้าห้างได้นั่นเองสิ่งที่เธอทำได้จึงเป็นเพียงแค่ลูกของตนเองนอนรอไว้ในรถเปิดกระจกเงาไว้เพื่อให้อากาศถ่ายเทแล้วรีบซื้อของเพื่อที่จะได้กลับมาดูรูปได้ทัน

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นไม่ได้มีการระบุว่าทางห้างได้มีการแจ้งดำเนินคดีกับเธอหรือไม่แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้มีการแชร์เรื่องราวนี้ลงในโลกออนไลน์ซึ่งคนในโลกออนไลน์ของประเทศมาเลเซียต่างก็ออกมาต่อว่าถึงพฤติกรรมของแม่ของเด็กทารกคนดังกล่าวกันเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมากกับการที่ปล่อยเด็กทารกไว้ในรถคนเดียว

ซึ่งหลายครั้งที่เรามักจะพบปัญหาเรื่องของเด็กติดอยู่ในรถแล้วเสียชีวิตเพราะอากาศถ่ายเทไม่สะดวกนั่นเองซึ่งครั้งนี้เด็กทารกยังมีระบบการหายใจที่ยังไม่แข็งแรงเท่ากับผู้ใหญ่ดังนั้นจึงทำให้เกิดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอันตรายต่อเด็กได้เป็นอย่างมากทีเดียวซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ ถือว่าโชคดีมากที่มีคนพบเห็นเด็กและนำเด็กทารกออกมาก่อนที่จะเกิดอันตรายต่อเด็ก

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ ruay

Shop Brandname มือสองโกงลูกค้า

       กำลังเป็นที่จอดรถกว้างขวางในหมู่ของคนใช้งาน Twitter เมื่อมีผู้ใช้งานทวิตเตอร์รายหนึ่งเขาได้มีการโพสต์ข้อความลงในทวิตเตอร์ระบุว่าตนเองนั้นได้มีการสั่งซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองจากร้านขายกระเป๋าแบรนด์เนมร้านหนึ่งซึ่งเป็นร้านที่มีชื่อเสียงดังมากเลยเขาได้มีการสั่งกระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อ Handmade และได้มีการโอนเงินค่ามัดจำล่วงหน้าไปแล้วจำนวน 1 แสนบาท

ซึ่งกระเป๋ารุ่นที่เขาต้องการได้นั้นทางร้านระบุว่าในราคามือสองจะมีการจำหน่ายอยู่ที่ราคา 520,000 บาท และเมื่อเขาโอนเงินค่ามัดจำไปให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วทางร้านก็ได้มีการตอบไลน์กลับมาหาลูกค้าอย่างเขาว่ากระเป๋าจะส่งถึงลูกค้าภายใน 30 วันแต่ถ้าหากว่าครบ 30 วันแล้วทางร้านยังไม่สามารถหากระเป๋าแฮนด์เมดรุ่นที่ลูกค้าต้องการได้ก็จะมีการโอนเงินคืนเข้าบัญชีของลูกค้าเต็มจำนวน 1 แสนบาทเช่นเดียวกัน

  ก็ตามใจคนดังกล่าวได้รอกระเป๋าแฮนด์เมดที่ตัวเองอยากได้ซึ่งตอนที่ทำเรื่องซื้อและโอนเงินนั้นได้มีการจ่ายเงินให้กับทางร้านไปเมื่อวันที่ 9 เดือนมิถุนายนพ.ศ 2553 ซึ่งตัวของเขาเองนั้นจะต้องได้รับกระเป๋า Handmade ในวันที่ 9 กรกฎาคมปีพศ2563 เช่นเดียวกันแต่เมื่อผ่านไปครบเดือนแล้วเขาก็ยังไม่ได้รับกระเป๋าตามที่ต้องการซึ่งมีการทวงถามไปทางร้านก็ตอบกลับมาว่ากำลังดำเนินการหาอยู่เส้นทางไปเป็นระยะเวลาครบ 3 เดือนแล้ว

ทางร้านจึงได้มีการ LINE ตอบกลับมาว่าทางร้านนั้นไม่สามารถที่จะหากระเป๋าแฮนด์เมดรุ่นที่เขาต้องการให้ได้ให้เขาส่งเลขที่บัญชีไปให้เพื่อที่ทางร้านจะได้โอนเงินกลับคืนมาให้ ซึ่งเมื่อชายหนุ่มมีการแจ้งเลขที่บัญชีกับไปทางร้านกับโอนเงินคืนมาให้เพียงแค่  10,000บาทเท่านั้น ซึ่งถ้าคิดเป็นเงินก็โอนกลับคืนมาให้เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง

โดยเขาได้ทวงถามเงินก้อนที่เหลืออีก 90,000 บาทว่าจะโอนคืนให้เมื่อไหร่แต่ทางร้านนั้นไม่ยอมตอบไลน์กลับมาอีกครั้งเมื่อมีการโทรกลับไปที่เบอร์โทรศัพท์มือถือทางร้านก็ยังไม่รับสายจนในที่สุดเขาจำเป็นต้องเดินทางไปที่ร้านเมื่อไปถึงที่ร้านนั้นปรากฏว่ามีการล็อคประตูเอาไว้แต่มีไฟเปิดอยู่ภายในร้านและที่บริเวณหน้าร้านก็มีคนมาอออยู่เต็มหน้าร้านไปหมด

เมื่อมีการสอบถามจึงทราบว่าทุกคนที่มายืนหน้าร้านนั้นคือลูกค้าที่มีการสั่งซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมกับเจ้าของร้านเอาไว้และถูกเจ้าของร้านโกลเด้นการไม่ยอมโอนเงินกลับมาให้ทั้งที่หากระเป๋าให้ไม่ได้ ซึ่งขณะนี้ทางผู้เสียหายกำลังรวมตัวกันแจ้งความดำเนินคดี

 

สนับสนุนโดย    รวมเว็บหวยออนไลน์

ดีเดย์ถนนพระราม 2 เสร็จแน่นอนภายในธันวาคม ปี 63 นี้ 

             คงไม่มีใครที่ไม่ได้เคยได้ยินฉายาถนนพระราม 2 ที่มีการสร้างมาอย่างยาวนานโดยมองว่าถนนที่นี่เป็นถนนที่มีการสร้างมายาวนานมากที่สุดในโลกเพราะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างมา นานแล้วหลายปีซึ่งชาวบ้านที่อยู่บริเวณดังกล่าวรวมถึงผู้คนที่ต้องขับรถผ่านเส้นทางสายถนนพระราม 2 ต่างก็พากันได้รับความเดือดร้อนกันเป็นอย่างมากจากการที่มีการขยายถนนและมีการก่อสร้างถนนกันมาเป็นแรมปี

          อย่างไรก็ตามตอนนี้อันกรมทางหลวงได้ออกมาประกาศให้ประชาชนในพื้นที่ได้ดีใจกันแล้วว่าขณะนี้ถนนตรงบริเวณพระราม 2 ที่มีการก่อสร้างอยู่นั้นมีการก่อสร้างสำเร็จลุล่วงไปได้มากกว่า 83% แล้วซึ่งแน่นอนว่ากรมทางหลวงคาดการณ์เอาไว้ว่าถนนพระราม 2 แห่งนี้จะสิ้นสุดฉายาของถนนที่ตั้งนานที่สุดในโลกได้อย่างแน่นอนโดยคาดการณ์เอาไว้ว่าจะสามารถสร้างเสร็จภายในเดือนธันวาคมปีพศ2563 นี้และจะเปิดให้ใช้งานได้อันการเดินทางในช่วงปีใหม่อย่างแน่นอน

       กับข้อมูลการก่อสร้างถนนพระราม 2 เนื้อไม่มีการก่อสร้างแล้วเสร็จไปค่อนข้างเยอะแล้วทั้งด้านกรมทางหลวงระบุเอาไว้ว่าส่วนที่เหลือของการก่อสร้างหรือเพียงไม่มากการก่อสร้างสะพานที่จะเอาไว้กับรถหรือที่เราเรียกว่าสะพานเกือกม้านั่นเองซึ่งสะพานเกือกม้านี้จะต้องมีการก่อสร้างอีกจำนวน 2 ที่ด้วยกันดังนั้นทางด้านกรมทางหลวงจึงได้มีการวิเคราะห์และว่าการสร้างสะพานเกือกม้าแค่เพียง 2 สะพานนั้นใช้ระยะเวลานับตั้งแต่เดือนตุลาคมไปเดือนถึงธันวาคมน่าจะทันอย่างแน่นอนและก็สามารถที่จะเปิดใช้ช่องทางการจราจรให้กับประชาชนได้แล้ว

         สำหรับปัจจุบันนี้ถนนพระราม 2 ได้มีการขยายถนน 4 เลนไปเป็น 6 เลนและเพิ่มเป็น 8 เลนและล่าสุดนี้ถนนพระราม 2 มีความกว้างถึง 14 เล่นด้วยกันโดยถนนเส้นนี้โดยปกติแล้วจะมีรถสัญจรผ่านไปมาหนาแน่นทำให้เลนส์ถนนที่มีการขยายออกมาเรื่อยๆยังไม่สามารถรองรับจำนวนรถยนต์ที่จะใช้บริการถนนพระราม 2 แห่งนี้ตอนล่าสุดจึงมีการทำเรื่องขอขยายเป็นถนน 14 เลน

         อะไรก็ตามทางด้านกรมทางหลวงยังมีการระบุว่าจะมีการขยายถนนเพิ่มอีกประมาณ 16 กิโลเมตรเพื่อเป็นการขยายพื้นที่ให้สามารถใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้นโดยการขยายพื้นที่ในการนี้จะเริ่มก่อสร้างอีกครั้งหนึ่งในช่วงปีพ.ศ 2555 และจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปีซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงประมาณปีพศ 2561 โดยส่วนที่ขยายนั้นจะขยายจากถนนพระราม 2 ไปจนถึงบ้านแพ้ว   และจะมีการทำทางเชื่อมกับเส้นทางอื่นๆเพื่อให้รถที่จะต้องผ่านมาเส้นทางนี้สามารถใช้ได้อย่างคล่องและการจราจรไม่ติดขัดอีกต่อไป

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย